Category Archives: Movies

ความอยากดูหนังที่หายไป

ถ้าคุณได้ติดตาม blog ของผมมาโดยตลอด 3 ปีกว่าๆ จะพบว่า blog ที่ผมเขียนถึงส่วนมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่ผมได้ไปดูมา แต่พักหลัง blog ของผมห่างหายไป ไม่ได้ดูหนังแล้วหรือ? หรือขี้เกียจเขียนแล้ว? ณ ตอนนี้มีอารมณ์เขียน blog แล้ว จะมาแถลงไขให้ฟังกันครับ

มาเล่ากันก่อนว่าทำไมถึงชอบดูหนัง?

ความสุขสนานอย่างหนึ่งในช่วงเวลา 3 – 4 ปีที่ผ่านมาของผม คือ การศึกษาคน ผมชอบและสนใจ นิสัย อารมณ์ของคนในแบบต่างๆ ว่านิสัยอารมณ์แบบนี้ มีที่มาอย่างไร อาการเป็นอย่างไร จะไปต่ออย่างไร คนรอบข้างจะต้องทำตัวอย่างไร และเราจะช่วยเขาได้อย่างไร ผมจึงชอบมากกับการที่ได้คุยกับคนอื่นถึงความรู้สึก ที่มาและแรงจูงใจ  ในขณะที่เค้าโกรธ ไม่พอใจ ไม่มีความสุข การตัดสินใจครั้งสำคัญต่างๆ ฯลฯ บางครั้งก็กลายเป็นโอกาสให้ผมได้ช่วยให้คำปรึกษา ซึ่งทำให้ผมยินดีและมีความสุขเสมอ แต่แค่นั้นยังไม่จุใจ ผมจึงไปรับและศึกษาคนจากสื่ออื่นๆอีก เช่น ฟังวิทยุ และดูภาพยนตร์

มีอยู่ช่วงหนึ่งผมเป็นแฟนรายการ Club friday อย่างเหนียวแน่น ต้องฟังทุกอาทิตย์ เพราะจะได้ยินเรื่องราวต่างๆ ที่เข้มข้น แบบที่หาฟังจากที่อื่นได้ยาก แถม Dj ยังให้คำแนะนำและกำลังใจได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

การดูหนังก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการศึกษาคนของผม หนังมีความพิเศษกว่าละคร ตรงที่เราจะได้เห็น ลักษณะของคนในแบบต่างๆ ภายในเวลาสั้นๆ อย่างเข้มข้น เห็นตั้งแต่ที่มา ปัจจุบัน และอนาคตของเขาอย่างรวดเร็วในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยผมจะชอบมากกับหนังที่มีโจทย์ให้ตัวละคร แบบที่ว่าถ้าเราลองสมมติว่าตัวเราเป็นตัวละครตัวนั้น เราก็ไม่รู้ว่าจะเลือกทำอย่างไร เลือกทางไหนดี

ที่ผ่านมาผมจะเลือกดูหนังที่ได้ยินคนบางกลุ่มบอกว่าดีอยู่เสมอ โดยเวลาได้ยินคนบอกว่าหนังเรื่องนี้ดี ผมจะต้องประเมิณดูคนพูดก่อนว่าคนพูด คือ ใครนิสัยอย่างไร ชอบดูหนังแบบใด เพราะคนเราจะมีสไตล์หนังที่ชอบที่แตกต่างกันอยู่ ส่วนตัวผมชอบดูหนังที่มีเนื้อหาดี เนื้อหาสำคัญที่สุดสำหรับผม ตามมาด้วย การแสดง และ production โดยผมจะเป็นแฟน blog ของจิตแพทย์ท่านหนึ่ง ที่ใช้นามแฝงว่า ผมอยู่ข้างหนังคุณ เรื่องไหนที่เขาบอกว่าชอบ บอกว่าดี ผมก็มักจะชอบเช่นกัน ตรงกันกับทางของผมอยู่เสมอๆ

ผมเคยดูหนังถึงเดือนละ 10 เรื่อง น่าจะเป็นช่วงใกล้ๆ การประกาศรางวัลออสการ์ซักปีหนึ่ง ที่มีหนังที่เข้าชิงออสการ์พาเหรดกันเข้าเต็มไปหมด โรงหนังเครือ Apex เป็นโรงที่ผมเป็นแฟนประจำ (ผมได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยให้ได้ดูด้วยตั๋วฟรีจากโรงในเครือนี้มาแล้วถึง 11 รอบ) แต่ถ้าหนังตลาดทั่วไปที่ไม่เข้าโรงพวกนี้ ผมก็สลับสับเปลี่ยนไปดูโรงต่างๆ บริเวณสยาม ขึ้นอยู่กับว่ามีรอบลดราคาที่โรงใด เวลาใดที่เหมาะสมกับผม

ทำไมถึงต้องไปดูหนังที่โรง? ดูหนังแผ่นก็ได้ bit มาดูก็ได้ เรื่องนี้มีหลายสาเหตุ

  • ความหลังฝังใจ ผมเคยได้ยินหนังเรื่องหนึ่งมีคนกล่าวขวัญกันมากมายว่าดีมากสนุกมาก แต่ผมพลาดไม่ได้ดู แล้วพอผมมาดูย้อนหลังผมรู้สึกไม่สนุกเลย ถึงขั้นหลับหน้าจอ จึงเป็นเหตุให้ตั้งใจกับตัวเองไว้ว่า จะพยายามไปดูหนังที่เค้าว่าดี ภายในโรงให้ได้ (เรื่องนั้นคือ United 93)
  • ความอยากดูเร็วๆ ช่วงที่ติดตามมาๆ มีหนังใหม่ก็อยากดูตามกระแส เป็นธรรมดา
  • ความผ่อนคลาย เวลาเข้าโรงหนัง ถ้าได้เจอกับหนังดีๆ ไม่ว่าเราจะทำอะไรมาเหนื่อยแค่ไหนมาก่อน ขณะดูเราจะโดนดูดเข้าไปในหนัง ลืมเรื่องเหนื่อยๆ มึนๆ ทั้งหลายหมดสิ้นเมื่อจบออกมา บางครั้งถึงขั้นงงๆ เดินไปต่อไม่ถูก โทรศัทพ์กลับไปหาคนที่โทรมาตอนดูอยู่แล้วไม่ได้รับ ก็พูดไม่รู้เรื่องเลยทีเดียว
  • ความคุ้มค่า ผมรู้สึกว่าถ้าจะดูหนังแต่ละเรื่องให้ได้รายละเอียดสูงสุดจริงๆ เราต้องใช้สมาธิอย่างมาก บรรยากาศของโรงหนังเป็นที่ๆ ทำให้ผมเกิดสมาธิในการดูได้มากกว่า

พอดูหนังจบ ด้วยความเสียดาย ไม่อยากให้จบและลืมเลือนไป ผมจึงเอามาเขียนลงใส่ blog ส่วนตัวไว้ โดยตั้งใจไว้ว่า จะเขียนถึงทุกเรื่อง โดยหวังว่าวันหนึ่งที่เวลาผ่านไปเราได้กลับมาอ่าน blog เหล่านี้อีกครั้ง คงจะได้อะไรบ้างแน่นอน

ความหมดอารมณ์

พอมาถึงวันนี้อารมณ์ในการอยากศึกษาคนของผมหมดลดน้อยลง ผมเริ่มสามารถแบ่งกลุ่มและลักษณะนิสัยคนออกได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้คร่าวๆ แล้ว ซึ่งผมคิดว่าผมน่าจะทำได้เพียงเท่านี้ เพราะคนแต่ละคนสุดท้ายก็มีจุดลักษณะนิสัย ที่ไม่เหมือนคนอื่นอยู่ดี เราก็ต้องศึกษาเป็นคนๆ ไปในสถานการณ์จริง การสร้างฐานความรู้เรื่องคนของผมเริ่มสนุกน้อยลง ผมเริ่มเจอปัญหาซ้ำๆ เดิมๆ มากขึ้น ผมคุยกับคนน้อยลง ผมหยุดฟัง Club friday และผมก็ดูหนังน้อยลงด้วย

ผมยังเชื่อว่าหนังดีๆ ยังอยู่ในโรงอยู่ตลอด แต่ด้วยความอยากดูที่น้อยลง ความอยากทำอย่างอื่นที่มากขึ้น ผมจึงตัดหลายๆ เรื่องออกไป ตามความขี้เกียจ

เรื่องที่ค้างยังไม่เขียน

มีหนังอีกหลายเรื่องที่ผมดูในช่วงหลังๆ มานี้แล้วยังไม่ได้เขียนถึง คือ เรื่องเหล่านี้

  • Iron Man 2
  • The Twilight Saga: Eclipse
  • Inception
  • Despicable Me
  • บุญชู 10 จะอยู่ในใจเสมอ
  • กวน มึน โฮ
  • Toy Story 3

ผมยังคงดูหนังอยู่เรื่อยๆ แต่คงลดจำนวนน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก และคงมาเขียนถึงแค่บางเรื่อง ตามใจอยากเท่านั้น

ผมขอขอบคุณทุกท่านที่เคยผ่านเข้ามาพูดคุยกัน แชร์ประสบการณ์ให้รับฟัง ทุกๆคนเป็นส่วนหนึ่งให้ผม เป็นผมคนนี้ในปัจจุบันนี้ ซึ่งผมยินดีและมีความสุขกับตัวผมในปัจจุบันมาก

และที่ขาดไม่ได้ขอขอบคุณทุกคนที่เคยได้ดูหนังร่วมกันมากับผมครับ

ขอบคุณครับ

Advertisements

(คิดชื่อไม่ออก)

ช่วงนี้ขี้เกียจเขียน blog มาก สั้นๆละกัน

The Little Comedian (บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้))

เรื่องของเด็กชายที่กำลังย่างเข้าวัยรุ่นคนหนึ่ง เกิดในครอบครัวเจ้าของคณะตลก แต่ดันเล่นตลกไม่ตลก และมีน้องสาวซึ่งเล่นตลก ตลกมาก เขาเกิดความประทับใจในทันตแพทย์สาวคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนแรกที่ตลกมุกของเขา

ถือเป็นหนังเนื้อหาสร้างสรรค์สังคม ที่ดูสนุก ตลก แต่ดูออกมาแล้วยังไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่ บางช่วงยืดไปหน่อย เหตุผลน้ำหนักบางเหตุการก็เบาไปหน่อย

ปล. ประทับใจม่อน ลูกสาวคณะตลกมากถึงมากที่สุด

   

Kick-Ass

เรื่องนี้ อยู่ดีๆ เพื่อนก็ชวนไปดู พอดีว่างอยู่ เช็คความน่าสนใจจากเรตติ้งต่างประเทศหน่อย ก็ตกลงใจไปดูเลย โดยยังไม่รู้อะไรทั้งสิ้น

เป็นเรื่องราวของวัยรุ่นชายชาวอเมริกันที่อยากเป็น super hero คอยช่วยเหลือผู้คน

ด้วยความที่ไม่รู้อะไรเลย ความคาดหวังกับเนื้อเรื่องของหนังก็เลยผิดไป ตอนดูแรกๆ คาดหวังว่าจะเป็นหนังคนที่พยายามเลียนแบบ super hero เฉยๆ ขำๆ แล้วก็ต้องประสบกับปัญหาบางอย่าง แต่นี่มันเป็นหนัง super hero จริงๆ ที่เกิดมาจากคนที่ไม่มีพลังพิเศษอะไรเลยมากกว่า

ไม่ประทับใจด้านเนื้อหาใดๆ เท่าไหร่ แต่หนังมันเพี้ยนใช้ได้ ขำทีเดียว และเชื่อว่าถ้ารู้จัก super hero ของอเมริกามากกว่านี้ และเข้าใจมุกทางวัฒนธรรมของเค้ามากกว่านี้ น่าจะขำมากกว่านี้ได้อีก

 

Iron Man 2

การกลับมาของมนุษย์เตารีด ภาคที่แล้วไม่ได้ดูในโรง ตามดูทีหลังแล้วประทับใจ ภาคนี้ปล่อยตัวอย่างออกมาได้น่าสนใจ ก็เลยพลาดไม่ได้

เป็นภาคต่อของหนัง super hero ของ Marvel ซึ่งเป็น hero ที่เป็นเจ้าของบริษัทผลิตอาวุธรายใหญ่ของอเมริกา ผู้ซึ่งรวย ฉลาด และกวนตีน

เนื้อหาก็ไม่มีอะไร แต่เป็นหนังที่บันเทิงมาก เพราะมีทั้งความไฮเทค มุกตลก และฉากแอ็คชั่น(ที่น้อยไปหน่อย) อย่างครบครัน

เรื่องนี้ดูแล้วชอบครับ จากที่เคยมีประสบการณ์ร้ายๆ กับหนัง hero Marvel อย่าง Fantastic4 ที่ถึงขั้นหลับในโรง แต่พอมีเรื่องนี้ก็มาแก้อคติได้สำเร็จ

ปล. สงสัยว่าทำไมต้องเรต 13+ เป็นหนังที่ inspire เด็กให้สนใจทางวิทยาการและเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี
 
   

3 เรื่องที่เข้าชิงออสการ์ 2010

ช้าไปมากเลย สำหรับการจะเขียนถึง 3 เรื่องที่ได้ดูมา (นานแล้วนี้) เป็น 3 เรื่องที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมทั้ง 3 เรื่อง

The Hurt Locker

เป็นเรื่องราวของหน่วยกู้ระเบิดของสหรัฐในสงครามอิรัก

เป็นหนังที่ดูสนุกดี ตื่นเต้น กับฉากเก็บกู้ระเบิดตลอดทั้งเรื่อง แต่ความต่อเนื่องแต่ละฉากไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สนุกเป็นวูบๆ อย่างไม่ไหลลื่น พระเอกดูเท่และเก่งดี อารมณ์เหมือนดูหนังซุปเปอร์ฮีโร่ ชอบการถ่ายทอดอารมณ์กดดันของผู้ที่อยู่ในสถานที่นั้น และอารมณ์การถูกมองอย่างคนแปลกหน้าที่ชาวอิรักมองทหารอเมริกา รับรู้ความรู้สึกของทหารเวลาไปอยู่ในดินแดนของฆ่าศึกได้ ไม่รู้ว่าคนที่มองเราอยู่นี้ประสงค์ดีหรือร้ายยังไง ดูจบแล้วจบในโรง ไม่มีอะไรให้คิด พูดถึงต่อเท่าไหร่

ประเด็นสปอยด์

  • ดูแล้วไม่ค่อยเข้าใจตัวพระเอกว่าชอบทำงานเพราะบ้าดีเดือด หรืออยากช่วยเหลือผู้คน ถ้าเป็นอย่างหลังจากหนังดูแล้วรู้สึกไม่เชื่ออย่างมาก
  • บุคลิกบ้างานทำตามความฝันของพระเอกเป็นไอดอลของผู้ชายทั้งหลาย แต่กลายเป็นผู้ร้ายไม่รักครอบครัวในมุมมองของผู้หญิง

จบประเด็นสปอยด์ของ The Hurt Locker

Up in the Air

เป็นเรื่องราวชีวิตของชายคนหนึ่งซึ่งมีอาชีพบอกเลิกจ้าง กับวิถีชีวิตไม่ผู้มัดของเขา

เรื่องนี้ดูแล้วชอบมาก เคยพูดตอนดูออกมาใหม่ๆ ว่า เรื่องนี้น่าจะทำให้คนโสดเหงา ได้มากกว่าหนังรักโรแมนติกอีก เพราะดูแล้วน่าจะรู้สึกว่าต้องรีบสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบๆ ข้างละก่อนที่จะสายเกินไป

ประเด็นสปอยด์

  • ฉากงานแต่งานของน้อง ที่มีรูปที่เพื่อนทำให้มากมาย จี๊ดจริงๆ
  • ฉากรู้ว่าผู้หญิงมีครอบครัวแล้ว ก็เช่นกัน
  • ทำให้คนที่คิดว่าชีวิตตัวเองไม่อยากผู้มัด
    ต้องกลับมาคิดว่าที่เราคิดว่าการอยู่คนเดียวมีความสุขกว่านั้น
    เป็นเพราะเราอยู่คนเดียวมีความสุขกว่าจริงๆ
    หรือเราไม่เคยรับรู้ถึงความสุขเวลาอยู่กับคนอื่นกันแน่
  • คนเรารู้จักกับคำว่าปล่อยวางเป็นอย่างดี แต่ไม่ยอมทำ ทำไม่ได้
    ด้วยข้ออ้างว่ามันจำเป็น ไม่ต่างอะไรกับคนที่ติดเหล้า บุหรี่ แล้วเลิกไม่ได้
    ถ้าใครที่กำลังเครียดมากๆ จนจะไม่ไหวแล้ว ลองหยุดสิ่งต่างๆ ซักพักนึง แล้วถอยออกมาดู จะพบว่าจริงๆแล้ว หลายๆ อย่าง เราก็สามารถวางมันลงได้เหมือนกัน

จบประเด็นสปอยด์ของ Up in the Air

  

Serious Man


เป็นชีวิตของชายคนหนึ่ง ซึ่งมีอะไรถาโถมเข้ามาในชีวิตเขามากมาย

เรื่องนี้ อุตส่าห์เตรียมใจก่อนเข้าไปดูว่าจะต้องตั้งใจดูให้เข้าใจให้ได้ เพราะเป็นเรื่องของสองผู้กำกับ No country for old men ที่ตอนดูๆจบแล้วไม่รู้ถึงประเด็นที่หนังจะสื่อเลย แต่ก็ไม่วาย งงเป็นไก่ตาแตกตอนออกมาจากโรง กับประเด็นที่จับได้อยู่อย่างเดียว ว่า Serious Man ในเรื่องนี้เค้าหมายถึงอะไร

ประเด็นสปอยด์

  • จากที่รับรู้ได้ serious man ในเรื่องนี้ หมายถึง คนที่เฝ้าแต่หาเหตุผลของสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน หากแต่จริงๆ แล้ว เค้ารู้เหตุผลของสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นแล้ว แต่เค้าไม่ยอมรับ หรือไม่เรื่องๆ นั้น ก็ไม่มีความจำเป็น ประโยชน์ ที่จะต้องหาเหตุผล
  • ตัวละครอื่นๆ รอบตัวเค้า มันช่างบ้าบอคอแตกสิ้นดี

จบประเด็นสปอยด์ ของ Serious Man

ผมว่าผมเป็นคนที่ชอบหาเหตุผลของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่ผมว่าผมไม่เป็น Serious Man อย่างหนังเรื่องนี้นะ

 

จงภูมิใจเถิดที่เกิดเป็นคน

วันนี้ไปดูหนังแบบไม่ดูตาม้าตาเรือมาเรื่องนึงจากคำชวนของเพื่อน เข้าไปดูโดยเข้าใจ tone ของหนังผิดไปอย่างมาก กับเรื่องนี้

Air Doll
เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่น เรื่องราวของตุ๊กตายาง ที่มีชีวิตขึ้นมา
ด้วยความที่โปสเตอร์หนังเป็นสีชมพู เคยดูตัวอย่างหนังผ่านๆ แต่ลืมไปแล้ว ในใจคิดมาตลอดก่อนที่จะเข้าดูว่า ต้องเป็นหนังคู่รักกุ๊กกิ๊ก ระหว่างพระเอกเปิ่นๆ กับตุ๊กตายางที่มีชีวิตขึ้นมาของตัวเอง แล้วจบตามสูตรของหนังรักต่างเผ่าพันธ์ุ คือ ต้องมีใครจากไปอย่างสวยๆ
แต่แล้ว Air Doll ที่ผมได้ดูมา กลับกลายเป็นหนังปรัชญา เกี่ยวกับการเกิดมา มีชีวิตอยู่ มีความรัก และตายลง ของสิ่งมีชีวิต ที่ดำเนินเรื่องผ่านตัวละครหลักคือ ตุ๊กตายาง โดยมีคนรอบข้าง อย่างเช่น
== คำเตือน เนื้อหาภายในส่วนนี้อาจทำให้คุณเสียอรรถรสในการรับชม (แต่ถ้าคุณไม่อ่าน คงเสียอรรถรสในการอ่าน blog นี้ :D) ==
– ชายวัยกลางคนที่ประกอบอาชีพพนักงานรับการสั่งอาหารในภัตตาคาร ที่เก็บกดจากการถูกด่า บ่อยๆ มีตุ๊กตายางเป็นเพื่อนคลายเหงา
– ชายแก่ใกล้ตาย
– เด็กหญิง ที่พ่อแม่แยกทาง อยู่กับพ่อเพียงคนเดียว
– ชายหนุ่มเจ้าของร้านให้เช่า DVD ที่มีความหลังเกี่ยวกับแฟนเก่า
– พนักงานผู้หญิงที่เริ่มแก่ อิจฉาความ popular ของเด็กสาวที่มาใหม่
– เด็กหนุ่มโรคจิต ชอบแอบดูกระโปรงผู้หญิง ที่ต่อกล้อง vdo ออก tv ที่บ้าน เพื่อขยายภาพส่วนล่างของหุ่นโมเดลตัวการ์ตูนผู้หญิง
– หญิงสาวที่กินแต่อาหารไร้ประโยชน์และทิ้งขยะหมกอยู่ในห้องตลอดเวลา
– และอีกหลายๆ คนที่ผมขี้เกียจพิมพ์ถึงแล้ว, ลืม หรือไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไร รอให้พวกคุณๆ ไปดูกันเอง
=========================== จบ =============================
เรื่องนี้ก็เป็นหนังแนวเสียดสี แต่แผ่สังคมอีก เรื่องหนึ่ง ที่พักหลังๆ มักจะได้ดูหนังแนวนี้จากทางญี่ปุ่นบ่อยๆ หนังค่อนข้างเข้าใจยาก คงไม่ค่อยถูกใจคนทั่วไปเท่าไหร่ แต่สำหรับคอหนังคิดมากแล้ว เรื่องนี้น่าจะถูกใจคุณ
อ่อ ลืมบอกไป ภาพยนตร์เรื่องนี้ Rate 18+ นะครับ ฉายที่เครือ Apex และ House RCA เท่านั้นครับ

  

4 เรื่อง 4 สไตล์

ช่วงนี้ไปดูหนังมาค่อนข้างเยอะเลย แต่ไม่มีเวลาเขียน เพราะช่วงที่ผ่านมายุ่งๆ แปลกมั้ยหละ ปีใหม่เป็นช่วงที่คนเค้าพักผ่อน แต่เรามายุ่งอะไร พอลองมองย้อนกลับไป ก็ยุ่งกับอะไรที่ไม่ใช่งานแหละ เที่ยว กินเลี้ยง ฯลฯ

ด้วยความที่ไปดูมาแล้วถึง 4 เรื่อง ก็คงจะรวบมาเขียนตรงนี้ที่เดียวเลยละกัน แบบสั้นๆ นะครับ

Avatar

หนังฟอร์มยักษ์ ที่สร้างปรากฏณ์การ "ต้องดู 3D เท่านั้น" แต่ผมก็ไม่ได้ดูหรอก ดูโรงธรรมดา เพราะรู้สึกมันแพงไปหน่อย และส่วนตัวก็เป็นคนที่ดูหนังที่เนื้อหาเป็นหลักอยู่แล้ว ความ appreciate กับจุดอื่นๆ ค่อนข้างเป็นเรื่องรอง

เนื้อหาก็เป็นเรื่องมนุษย์จะบุกไปยึดดาวซึ่งมีเจ้าของถิ่นอยู่ ก็มีการให้ปลอมตัวเข้าไปเป็นไส้ศึก แต่ก็ทำให้ไส้ศึกนั้น เข้าใจ และแปรพักมาช่วยเจ้าของถิ่นต่อต้านมนุษย์

ความรู้สึกส่วนตัวก็ รู้สึกว่าหนังทำได้สนุกดี ชอบในระดับนึง แต่ยังไม่ชอบที่สุด รู้สึกว่าตัวละครมันแบนๆ ไงไม่รู้

October Sonata

เรื่องนี้ไปดูเพราะความเข้าใจผิดของคนที่ไปดูด้วย ว่าจะเป็นหนังรักกุ๊กกิ๊ก -*- จริงๆ แล้วตรงกันข้ามสุดๆ

เป็นเรื่องราวของความรักสามเศร้า คู่หญิงชายที่ต่างรอคอยกันและกัน กับชายอีกคนนึงซึ่งอยากให้หญิงคนนั้นอยู่กับเขา อยู่กับปัจจุบัน

เรื่องนี้แอบผิดหวังเล็กน้อย มุมมองความรักก็มีอะไรให้คิดบ้าง แต่สอบตกในฐานะหนังขายอารมณ์ ไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่เลย ด้วยความที่บทมันเริ่มต้นด้วยการทำอะไรหลายๆ อย่างของตัวละครที่เรารู้สึกไม่เชื่อ ก็เลยพาลไม่เชื่อไม่อินไปซะทั้งเรื่องเลย

จุดที่ชอบก็มี ดูไปก็ลุ้นไป ว่าเมื่อไหร่จะเจอกัน คลาดกันได้ยังไง

32 ธันวา

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยากดูมาก ส่วนตัวค่อนข้างไว้ใจแดน และทีมส่ายหน้าอยู่แล้ว แถมเสียงตอบรับคนที่ดูมาแล้ว ออกมาดีมากซะอีก

เรื่องราวก็ไม่มีไรมาก ตัวเองเป็นชายที่กำลังสับสนในความรู้สึกด้านความรักของตน ดำเนินเรื่องพร้อมกับคู่หูจอมยุ ที่ชอบนิยามความรัก

ดูออกมาแล้วชอบแหะ เป็นหนังสนุก ขำดี ในระดับตามความคาดหวัง ข้อคิดด้านความรักที่โหน่งจับประเด็นขึ้นมา ก็น่าสนใจ คงจะมีประโยชน์กับคนบางคนในบางเวลา ตอนช่วงใกล้จบได้หัวเราะหึหึ กับคนข้างๆ ด้วย
 
  

Brothers

เรื่องมีข้อมูลของเรื่องไม่มากนัก แต่ไปดูเพราะเสียงตอบรับที่ได้ยินมาค่อนข้างดี

เป็นเรื่องของ นายทหารที่ควรจะตายไปแล้วจากสงครามรอบกลับมา แต่พบว่าครอบครัวเค้าเปลี่ยนไป จากน้องชายที่เพิ่งออกจากคุก ที่ตั้งใจกลับเนื้อกลับตัว

อ่านดูเรื่องย่อก็น่าจะพอรู้สึกได้ ว่าเป็นดราม่าเครียดๆ แน่เลย

ดูออกมาแล้วก็ชอบนะ แต่ยังเครียดไม่พอ(แหะๆ) มันเหมือนจะคลี่คลายง่ายกว่าตลอดเรื่องที่บิ้วอารมณ์เรามา นักแสดงแต่ละคนก็แสดงดีทีเดียว นาตาลี พอร์ตแมนก็สวย

หนึ่งประโยคสปอยด์เรื่องนี้ (หรือสปอยด์ไปตั้งแต่บรรทัดที่แล้วๆ หว่า) "ความรัก ความเข้าใจ ภายในครอบครัว ชนะทุกสิ่ง"

    
   

กลัวตาย

ช่วงต่อจากนี้ นับว่าเป็นช่วงเทศกาลหนังรักเฟื่องฟูของหนังไทยจริงๆ ดูจากตัวอย่างแล้วก็น่าดูไปซะทุกเรื่องเลย ขอแสดงความยินดีกับคนที่มีคู่แล้วทั้งหลาย ขอแสดงความเสียใจแก่คนที่ยังไม่มีด้วย ก็จับกลุ่มๆ กันไปดูเอาละกัน

แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องนั้น วันนี้ไปดูมาเรื่องนึง เป็นแนวที่ไม่ได้ดูมานานแล้ว เพราะช่วงหลังๆ ดูแต่หนังสบายๆ เพราะคนไปดูด้วย ชอบหนังตลาด สบาย เฮฮา วันนี้ได้โอกาสหนีไปดู หนังคุณภาพมาเรื่องนึง ตามเสียงเล่าอ้างของหลายๆ ท่านไป

The Road

บอกชื่อไปแล้วหลายๆ คนคงงง เรื่องนี้ไม่ได้รับการโปรโมตเท่าไหร่ และเข้าแค่เครือ SF เท่านั้น โดยเป็นเรื่องราวของพ่อลูกคู่หนึ่ง ใช้ชีวิตบนโลกในสภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตตายไปหมดแล้ว ถ้านึกบรรยากาศไม่ออก อยากให้นึกถึก I am legend เลย คล้ายๆ มากๆ เพียงแค่ไม่มี zombie แต่เปลี่ยน zombie เป็นคนแทน คนขาดอาหารจนต้องออกล่ากันเอง

หนังเป็นสไตล์หม่นๆ แร้นแค้นๆ สิ้นหวังๆ ตื่นเต้นกดดันเป็นระยะ จะมี flash back ให้เห็นความสุขในวันเก่าบ้าง โดยรวมแล้วก็ชอบทีเดียว แอบมีง่วงบ้างแต่ก็นิดหน่อย

ไม่ได้ดูหนังที่มีอะไรให้คิดถึงมานาน คราวนี้ขอเขียน spoiled ถึงความคิดหน่อยละกัน


================ Spoil Alert Zone =================

1. ชอบการแสดงมุมมองของคนคิดบวกฝ่ายตัวละครลูก กับคนคิดลบฝ่ายทางตัวละครพ่อ เรื่องเดียวกันคนคิดลบกับคนคิดบวกต่างกันอย่างไร เห็นได้ชัดเจนเลย
2. ชอบ ประโยคที่พ่อพูดในฉากนี้มาก ลูกนอนตื่นขึ้นมาฝันร้าย พ่อมาปลอบ แล้วบอกประมาณว่าฝันร้ายเนี้ยดีแล้ว แสดงให้เห็นว่าเรายังมีชีวิตจิตใจอยู่ วันไหนที่ฝันดีสิ่งที่น่าเป็นห่วง พอได้ยินแล้วก็ตีความเองได้ว่า นั่นสินะ เมื่อไหร่ที่เราฝันร้าย แสดงว่าโลกความจริงมันยังดีอยู่ แต่เมื่อไรที่เราฝันดี แสดงว่าโลกความจริงมันแย่แล้ว ลองคิดดูสิ คนเราใช้ชีวิตอยู่ในโลกความจริง ถ้าถามว่าอยากให้อะไรดีกว่ากันระหว่างโลกความจริงกับโลกความฝัน ถ้าเลือกโลกความจริง ก็แสดงว่าเราเลือกฝันร้ายละ 55

================== End Zone ===================

ระหว่างที่ดู หลายๆ ฉาก ทำให้รู้สึกกดดัน ตื่นเต้น หายใจไม่ทั่วท้อง อย่างที่ไม่คุ้นเคย ทั้งๆ ที่ก็ผ่านหนังมากกว่านี้มาแล้วตั้งหลายเรื่อง ก็ดูจะควบคุม จัดการได้ แต่คราวนี้ทำไมเป็นขนาดนี้ เลยรู้สึกว่า "เออนี่หรือที่เค้าเรียกว่า แก่" ที่คนมีอายุ จะไม่ชอบทำอะไรหวาดเสีย อะไรตื่นเต้น ฟังเพลง Rock ตึงตังของวัยรุ่นแล้วไม่ชอบ สงสัยผมจะเริ่มเป็นแล้วหละ แล้วก็รู้สึกตัวถึงสัญญาณความแก่อีกอย่างหนึ่งจากความรู้สึกว่า "กลัวหว่ะ" รู้สึกว่าตัวเองตอนนี้มีความรู้สึกกลัวตายมากขึ้นแต่ก่อน ซึ่งคิดว่าน่าจะเกิดกับคนที่รู้สึกว่ายังตายไม่ได้ เพราะยังมีอะไรที่ต้องทำ อยากทำ มีหน้าที่ต้องทำอีกเยอะ เลยไม่อยากไปตอนนี้ เริ่มติดกับรูปกายอย่างนี้ตัวตนอย่างนี้ ชักไม่ค่อยได้การแล้วแหะ

ดูเรื่องนี้แล้ว ย้ำเตือนถึงอะไรหลายๆ อย่างที่ช่วงนี้ลืมเลือนไปบ้าง พวก จุดมุ่งหมายของชีวิต การใช้ชีวิตให้มีความสุข อยู่บนความไม่ประมาท การดูแลคนรอบๆ ข้างๆ ฯลฯ

วันนี้ยาวทีเดียว จบแล้วครับ

ปล. เรื่องนี้ 13+ นะครับ มีฉากเกี่ยวกับเอาอาวุธจ่อกัน ทำแผลสดๆ และมนุษย์เปลือย

   
 

หนึ่งหญิงสองชาย

อาทิตย์ที่แล้วไปดูหนังมาอีกเรื่องนึง เรื่องนี้โดนจองคิวให้ไปดูด้วยมานานมาก เนื่องจากคนข้างๆ เค้าชอบภาคที่แล้วมาก

The Twilight Saga: New Moon

เรื่องนี้เป็นภาคที่ 2 ใน series vampire ดูดีกลุ่มนี้ ภาคที่แล้วเขียนไว้ ใน entry title ว่า ไม่เข้าใจ เรื่องราวก็เป็นเหตุมาจากนางเอกอยากให้ทำให้ตนกลายเป็น vampire จะได้อายุยืน อยู่กับพระเอกต่อไปนานๆ แต่พระเอกอยากรักษาดวงวิญญาณของนางเอกไว้ เลยหนีไป ทำให้มีชายอีกคนเข้ามาสนิทสนมกับนางเอก

โดยรวมก็ดูได้เรื่อยๆ ง่วงบ้างนิดหน่อย แต่ก็ได้แต่คิดว่าคนเรา ถ้าอยู่ในสถานการณ์แบบนางเอก จะทำยังไง จะเลือกใคร

ปล. 1. สงสัยว่าทำไมมนุษย์หมาป่าต้องแปลงร่าง ในขณะที่ vampire ไม่ต้องแปลงร่าง สงสัยทำยังไง vampire ในคราบสัตว์ก็ดูไม่               น่าเกรงขามมั้ง
      2. แอบตกใจ เมื่อกี้เข้าไปดูคะแนน rating ที่ imdb ได้ 4.5 ห๊ะ หนังมันแย่ขนาดนั้นเลยรึ ?
      3. เป็นการดูหนังโรงที่แพงที่สุดในชีวิตละมั้ง 170 บาท ไม่เอามันแล้ววันหยุด ต่อไปวันพุธ only
      4. หนึ่งในรูปประกอบวันนี้ดูจะเป็นจุดขายใหญ่จุดนึงของหนังเรื่องนี้ ^^