Author Archives: Tap

About Tap

Programmer

Clojure กับเครื่องหมายมากกว่าและเครื่องหมายน้อยกว่า

Twitter thread นี้คุยกันเรื่องเครื่องหมายมากกว่าและน้อยกว่า ผมได้เทคนิคที่มีประโยชน์กับผมมากเลยครับ

DG0IhziUAAE1Lg2.jpg

ผมเป็นคนที่มีประสบการณ์เดียวกับคนต้น tweet ที่ครูสมัยประถมสอนการจำเครื่องหมายมากกว่าและน้อยกว่าว่า เหมือนกับปาก ที่จะหันไปกินสิ่งที่มากกว่าเสมอ ซึ่งผมก็จำแบบนั้นมาตลอดชีวิตการเรียนวิชาเลข จนมาถึงการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาอื่นๆ ที่เป็น infix notation ผมมองเห็นภาพปากหันไปด้านที่มากกว่าเสมอ

พอมาเขียน Clojure ซึ่งเป็น prefix notation ผมต้องใช้วิธีจินตนาการย้ายตำแหน่งของโอเปอเรเตอร์กลับไปอยู่ตรงกลางแบบ infix ทุกครั้ง ที่ก็ถูกต้อง แต่มันมีข้อเสียอยู่ตรงที่ผมกลายเป็นต้องคิด 2 จังหวะอยู่ตลอด ซึ่งมันช้า ในลักษณะเดียวกับที่เวลาเราจะพูดภาษาอังกฤษเราต้องคิดเป็นภาษาไทยก่อนแล้วค่อยๆ แปลเป็นภาษาอังกฤษนั่นแหละ

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งโอเปอเรเตอร์ของ Clojure สามารถเปรียบเทียบได้มากกว่า 2 ค่าอีก เช่น (> 3 7 8 5) ผมต้องค่อยๆ มองทีละคู่ ยิ่งทำให้ช้าไปกันใหญ่

ใน twitter thread นี้มีการพูดถึงวิธีการมองที่เหมาะกับ prefix notation ของ Clojure มากกว่า โดยให้มองเป็นการเพิ่มของค่าและการลดของค่าแทน ดังนี้

มองที่ขีดบนของเครื่องหมาย < ซึ่งจะเป็น / หมายถึงการเพิ่มจากน้อยไปมาก ถ้าตัวเลขที่ตามมาเพิ่มขึ้นจากน้อยไปมาก แปลว่าเป็น true หากไม่เป็นไปตามนั้น แปลว่า false
(< 1 4 5 7 9)

เช่นเดียวกัน > คือ \ หมายถึงการลดลงจากมากไปน้อย ถ้าตัวที่ตามมาลดลงจากมากไปน้อย แปลว่า true หากไม่เป็นไปตามนั้น แปลว่า false
(> 8 7 3 2)

สำหรับผมแล้วมันง่ายและเร็วมากขึ้นมากเลยครับ

REPL ของ Clojure

ตอบคำถามในกรุ๊ป Clojure in Thai

REPL ถ้ามองเผินๆ ก็จะคล้าย console หรือ interpreter ของภาษาอื่นๆแหละครับ แต่ของ Clojure จะเน้นให้เราสามารถส่งโค้ดจาก editor ได้ และด้วยความที่ภาษาออกแบบเรื่องการ redefine มาไว้ตั้งแต่ต้น ทำให้เราพัฒนาแบบ incremental / interactive ได้จริงๆ บวกกับการที่มันมีวงเล็บแสดงขอบเขตชัดเจนทำให้การเลือกส่งโค้ดกลุ่มใดๆ ไปที่ repl มันตรงไปตรงมาชัดเจนกว่า ลองคิดภาพดูว่าถ้าเราต้องการเปลี่ยน implementation แค่เมท็อดเดียวใน Ruby เราจะต้อง select โค้ดยังไงใน editor หรือถ้าเราจะ redefine class ใน python เราต้อง select โค้ดยังไง วงเล็บที่ชัดเจนของ Clojure ช่วยในเรื่องนี้ได้มาก

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือ การทำงานของ Clojure แบบที่เราสั่งให้มันอ่านไฟล์ทั้งหมดเอง กับการที่เราค่อยๆ ส่งทีละ expression ไปที่ repl จะมีค่าเหมือนกัน 100% ทำให้เราไม่ต้องคอยกังวลถึงความแตกต่างใดๆ

ถ้าใครเป็นคนที่ชอบได้รับ feedback เร็วๆ ในระหว่างการ development ชอบ feedback เร็วๆ ของ TDD สำหรับผมแล้ว REPL นี่เร็วกว่า TDD อีก

ถ้าใครที่เชื่อในเรื่องการ make it work ก่อน make it right จะพบว่าเราสามารถเริ่มจากโค้ด snippet ที่ทำงานได้ แล้วค่อยๆ ปั้นไปจนได้โปรแกรมที่มีโครงสร้างชัดเจน maintain ง่ายได้เลยผ่านการเล่นกับ REPL นี่แหละ

Clojure กับการ model โปรแกรมด้วย data structures

ตอบคำถามในกรุ๊ป Clojure in Thai

การ model โปรแกรมด้วย data structures เนี้ยก็คือ model โดยใช้ map ซ้อน map ซ้อน map นี่หละครับ ตอนที่เห็นครั้งแรกผมคิดว่านี่เราถอยหลังลงคลองกันหรือเปล่า นี่มัน Primitive Obsession ซึ่งเป็น code smell แบบหนึ่งหนิ ผมถูกสอนมาในยุค OO ที่เค้าให้ผมสร้าง class ขึ้นมาเพื่อให้เกิด encapsulation และ data hiding เพื่อที่จะได้ระบบที่ high cohesion, low coupling

  • แต่พอได้ทำลองทำจริงๆ กับ Clojure ก็พบว่า เออมันก็ยืดหยุ่นกว่านะ
    มันทำให้ reuse โค้ดได้ง่ายขึ้น เพราะฟังก์ชันไม่ผูกกับ class เราจะเอาฟังก์ชันนี้ไปใช้กับ data structure ไหนก็ได้ ส่งผลให้โค้ดเบสโดยรวมมีขนาดเล็กลงด้วย
  • สร้าง data ขึ้นมาสำหรับเทสก็ง่าย
  • debug ก็ง่าย print ออกมาดูได้เลย ไม่ต้องไป override toString ของ class นั้นๆ
  • จะเทียบ equality ก็ทำได้ทันที ไม่ต้องไป override hashCode
  • แปลงเป็น json ก็ง่าย serialize, deserialize ได้ไม่ยาก

หลายๆ คนที่เค้าเขียน JavaScript ในสไตล์ functional programming เค้าก็อาจจะใช้วิธีนี้กันอยู่บ้างแล้ว แต่พอเป็น Clojure ก็จะได้ข้อดีครงที่ immutable data ก็จะเพิ่มปลอดภัยให้อีกชั้นนึง และมี standard library พร้อม ทำให้ทุกๆ คนใช้ไลบราลีเดียวกัน

ตัวอย่างผลจากแนวคิด isolation ของ Clojure

คัดลอกมาเก็บไว้จากคอมเมนต์ตอบพี่ป้อ อันนี้ (มีเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย)

เริ่ม —-

isolation มันฝังอยู่ในทุกๆส่วนของ Clojure ทั้งตัวภาษาและ ecosystem เช่น
– การแยกภาษาจาก runtime ทำให้สร้าง clojurescript ได้ง่าย
– การแยก ผู้ส่งกับผู้รับออกจากกันด้วย channel ของ core.async (ไม่เลือกทางที่ต้องรู้ผู้รับแบบ actor)
– การแยก check/validation ออกมาเรียกใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ของ clojure.spec ถ้าไม่อยากใช้ก็ไม่บังคับ
– การแยกวิธีการประมวลผลของ transducer ทำให้เอามันไปใช้ได้กับ sequence หลายประเภท ทั้ง list, vector ธรรมดา, channel และอื่นๆ
– ทุกอย่างมี namespace (แม้กระทั่ง keyword) ทำให้ชื่อเดียวกันของต่าง component กัน ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกันเสมอไป
– เน้นการสื่อสารด้วย data ซึ่งแปลว่าแต่ละ component สามารถตีความหมายของ data ก้อนหนึ่งๆ ได้ตามความต้องการ
– การที่ Datomic แยก database ออกจาก storage ทำให้มันทำงานได้ทั้งบน memory, sql, DynamoDB, Cassandra, … แยก transactor ออกจาก query engine ทำให้ scale query engine ได้ทันที (ต่อตรงไปที่ storage)
– พวกไลบราลีต่างๆ ก็ค่อนข้างทำงานเฉพาะ เช่น ไลบราลีสำหรับ routing ที่ทำหน้าที่ parse url เป็น data อย่างเพียงอย่างเดียว
– Type มี polymorphism แต่ไม่มี inheritance เพราะ inheritance มันทำให้เกิดการผูกกันที่แน่นเกินไป

Isolation เป็นสิ่งที่ทั้ง community เห็นความสำคัญตรงกัน ในทาง implementation บางคนอาจทำได้มากได้น้อยก็แล้วแต่ความสามารถและประสบการณ์ของแต่ละคน แต่มันไปในทิศทางเดียวกัน บางอย่างภาษาอื่นอาจจะมีสิ่งที่คล้ายๆ กัน แต่ก็น่าจะไม่ได้รับความสำคัญเทียบเท่า

ผมว่าเรื่องนี้เป็น value ที่สำคัญมาก และอธิบายยากมากของ Clojure เวลาใครมาถามว่า Clojure ดีอย่างไร ผมจะรู้สึกว่ามันอธิบายยาก เพราะ syntax มันเป็นแค่ส่วนเดียว แต่จริงๆ แล้วความเชื่อใน simplicity และ isolation ของ community และทุกคนมุ่งไปทางนั้นมันสำคัญกว่ามาก

—จบ

Designing is fundamentally about taking things apart. It’s about taking things apart in such a way that they can be put back together (If that makes sense).
So separating things into things that can be composed that’s what design is.
— Rich Hickey

การแยก Identity, Value และ State ออกจากกันของ Clojure มีประโยชน์อย่างไร

จากคำถามของน้องบอสวันนี้ (โพสเต็มๆ อยู่ที่นี่ครับ)

เมื่อกี้พยายามอธิบายเรื่อง atom กับการ decouple identity กับ value ออกจากกัน ว่ามันมีประโยชน์ยังไง แต่รู้สึกว่ายังไม่เข้าใจประโยชน์ของมันจริงๆ ทุกคนมองยังไงกันครับ?

ด้านล่างนี้เป็นความพยายามในการอธิบายคำถามนี้ของผมครับ

ผมคิดว่าประโยชน์ของการแยก identity กับ value คือทำให้คนที่ observe value ของ identity แต่ละช่วงเวลายังเห็นภาพที่ถูกต้องของช่วงเวลาที่ตัวเองสนใจอยู่เสมอ

มาคุยเรื่องคำศัพท์กันก่อน เผื่อคนที่เพิ่งเคยได้ยิน

สิ่งๆหนึ่ง มีการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะ ไปตามเวลา
สิ่งหนึ่ง คือ identity
คุณลักษณะ คือ value
คุณลักษณะ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง คือ state
เช่น ปีที่แล้วนาย ก. สูง 164 หนัก 61 ตอนนี้นาย ก. สูง 165 หนัก 60

  • identity คือ นาย ก.
  • value ขอมองว่ามี 2 value ก่อนคือ สูง 164 หนัก 61 และสูง 165 หนัก 60
  • state ถ้าเรามองที่เวลาปัจจุบัน คือ สูง 165 หนัก 60

Atom คือ state นั่นเอง มันใช้ว่าบอกว่า ณ เวลาปัจจุบัน identity มีค่าเป็นเท่าไหร่

ถามว่าประโยชน์คืออะไร ก็ต้องมาคุยว่าปกติที่เราไม่แยกสิ่งเหล่านี้เราทำกันอย่างไร

  1. เราก็จะมีที่ๆ นึงเก็บค่าปัจจุบันของนาย ก. ซึ่งจะโดนเขียนทับไปเรื่อยๆ ไม่มีการเก็บของเก่า อยากเก็บก็ต้องจัดการเอง มันอาจจะไม่ยากนักถ้ามีแค่ 2 ค่าแบบส่วนสูงและน้ำหนักในตัวอย่าง แต่ถ้าสิ่งที่เราสนใจนั้นมีชั้นความซับซ้อนสูงหละ เช่น เรามองภาพของประชากรทั้งโลกที่ประกอบด้วย ประชากรแต่ละประเทศ ประชาชนแต่ละเมือง ซ้อนกันไปเรื่อยๆ เราจะทำการเก็บของเก่าอย่างไร
  2. ถ้ามีการประมวลผลใดๆ กำลังทำงานอยู่ ณ เวลาที่ค่าของนาย ก. กำลังจะเปลี่ยน การประมวลผลนั้นอาจจะทำงานผิดพลาดได้
    ตัวอย่างความผิดพลาด เช่น เราบังเอิญไปคำนวณ BMI ของนาย ก. ตอนจังหวะมันจะเปลี่ยนค่าพอดี
    เช่น ตอนที่นาย ก. สูง 164 หนัก 61 คำนวณ BMI ได้ 22.68 แต่ขณะที่กำลังจะคืนค่ากลับไป นาย ก. ดันเปลี่ยนไปสูง 165 หนัก 60 พอดีซึ่งแปลว่าการประมวลผลครั้งน้ันผิดพลาดวิธีการป้องกันไม่ให้การประมวลผลใดผิดพลาดที่เค้าทำกันมามีความซับซ้อน เช่น locking ด้วยเทคนิคต่างๆ ซึ่งจากความซับซ้อนของมันอาจจะก่อให้เกิดความผิดพลาดในด้านอื่นได้อีก และมันยังทำให้ยากต่อการทำความเข้าใจระบบของเราด้วย เช่น ลองคิดดูว่าถ้าเราคำนวณ BMI ผิด ความคิดแรกสุดเลยเราคงไม่คิดหรอกว่าเกิดจากการโดนแก้ค่าขณะกำลังคำนวณพอดี เราคงคิดว่าวิธีการคำนวณ BMI ของเรามันผิด เราก็อาจจะต้องไปพยายามไล่สาเหตุอยู่นานกว่าจะเจอปัญหาที่แท้จริง ลองคิดภาพเรื่องนี้ในการประมวณผลของระบบใหญ่ๆ ที่มีความซับซ้อนสูงดู

อ่านเพิ่มเติม Working Models and Identity

Code as Data มีประโยชน์อย่างไร

มีคนเล่ามาทาง FB Message ว่า กำลังศึกษา Clojure อยู่ แต่ไม่ค่อยเข้าใจประโยชน์ของแนวคิด code as data

ผมเองก็ยังรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน แต่ขอแชร์สิ่งที่ผมพอมองเห็น พอเข้าใจนะครับ

1. มันทำให้มี syntax เฉพาะของภาษาน้อย เพราะจำกัดอยู่แค่ data structure ของภาษา โดยทุกๆ อย่างมันอยู่ใน รูปนี้หมด


(form arg1 arg2 arg3 ... argN)

เช่น def, defn, if, let ก็อยู่ในรูปนี้ทั้งหมด มัน consistent ดี

2. ไม่มี syntax ไม่เคยต้องเรียน syntax ใหม่ มีแต่ไลบราลีใหม่ อะไรที่เติมเข้ามาในภาษาแค่เราเข้าใจว่า ตัวแรกในวงเล็บ(form) มันทำอะไรก็จะทำให้เข้าใจมันทันที

3. พอ code เป็น data แล้วก็แปลว่าสามารถใช้ tool ที่ manage data มา manage code ได้ เช่น เวลาเขียน macro

4. Parser ของภาษาก็เขียนง่าย แล้วเวลาเขียนพวก tool เช่น refactoring tool ให้ ide, editor ก็ใช้ไลบราลีที่ manage code นี่แหละในการเขียน tool พวกนั้น

5. ส่งโค้ดผ่าน network ง่าย serialize ง่าย อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ทำบ่อยๆ แต่เราสามารถเขียนระบบแบบส่ง code ไปรันบน server อื่นได้ เช่น network repl

6. นอกจาก code as data แล้ว เค้ายังนิยมออกแบบอย่างอื่นให้เป็น as data อีก เช่น config, html ทุกอย่างก็จะ consistent กันหมด ใช้ tool เดิมแนวคิดเดิมจัดการทุกอย่าง

เขียนครั้งแรกที่ https://www.facebook.com/groups/clojurethai/permalink/1235319406506550/

เชื่อมต่อ Clojure REPL เข้าไปที่ VM ที่ทำงานอยู่

คนที่เขียน Java มาอาจจะเคยต้อง restart server เป็น debug mode เพื่อต่อ debugger ของ IDE เข้าไป debug ปัญหา โดยมีความยุ่งยากคือต้อง restart ซึ่งอาจจะรบกวนการใช้งานของ user หรือบางครั้งหลังจาก restart แล้วปัญหาก็ดันหายไป

คนที่เขียน Ruby มาอาจจะเคย start irb บน server เพื่อลองรันคำสั่งต่างๆ แต่มันก็เป็นคนละโปรเซสกับที่ server ทำงานอยู่

บน Clojure เราสามารถเปิด port เอาไว้เชื่อมต่อ repl เข้าไปที่ VM หรือ server ที่ทำงานอยู่ได้ง่ายๆ โดยใช้ฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Socket Server ซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาใน Clojure เวอร์ชั่น 1.8

การใช้งานทำได้โดยการเพิ่ม option นี้เข้าไปเวลา start JVM

-Dclojure.server.repl="{:port 5555 :accept clojure.core.server/repl}"

* :accept คือ ฟังก์ชันที่จะถูกเรียกเมื่อมีการติดต่อเข้ามาทาง socket

ในที่นี้ผมขอยกตัวอย่างรัน repl ปกติขึ้นมาหนึ่ง vm พร้อมเปิด socket ให้เชื่อมต่อ repl เข้ามาเพิ่มได้อีกละกัน

ปกติผมจะ start repl ด้วยคำสั่งนี้

$ rlwrap java -jar /path/to/clojure.jar

เราก็ทำการเพิ่ม option ข้างต้นเข้าไป

$ rlwrap java -Dclojure.server.repl="{:port 5555 :accept clojure.core.server/repl}" -jar /path/to/clojure.jar

เมื่อทำการรันคำสั่งด้านบนนี้ repl จะถูก start ขึ้นมาปกติ เมื่อ start เสร็จแล้ว เราสามารถ connect เข้าไปที่ VM นั้นผ่าน socket ได้โดยใช้ telnet ดังนี้

$ telnet localhost 5555

เราก็จะได้ repl ขึ้นมาอีกอันซึ่ง share data และ memory เดียวกับ repl แรกทั้งหมด เราสามารถทำทุกอย่างได้ตามชอบใจกับ VM นั้น

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ Launching a Socket Server

เขียนครั้งแรกที่ https://www.facebook.com/groups/clojurethai/permalink/1231413573563800/