Monthly Archives: May 2017

ตัวอย่างผลจากแนวคิด isolation ของ Clojure

คัดลอกมาเก็บไว้จากคอมเมนต์ตอบพี่ป้อ อันนี้ (มีเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย)

เริ่ม —-

isolation มันฝังอยู่ในทุกๆส่วนของ Clojure ทั้งตัวภาษาและ ecosystem เช่น
– การแยกภาษาจาก runtime ทำให้สร้าง clojurescript ได้ง่าย
– การแยก ผู้ส่งกับผู้รับออกจากกันด้วย channel ของ core.async (ไม่เลือกทางที่ต้องรู้ผู้รับแบบ actor)
– การแยก check/validation ออกมาเรียกใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ของ clojure.spec ถ้าไม่อยากใช้ก็ไม่บังคับ
– การแยกวิธีการประมวลผลของ transducer ทำให้เอามันไปใช้ได้กับ sequence หลายประเภท ทั้ง list, vector ธรรมดา, channel และอื่นๆ
– ทุกอย่างมี namespace (แม้กระทั่ง keyword) ทำให้ชื่อเดียวกันของต่าง component กัน ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกันเสมอไป
– เน้นการสื่อสารด้วย data ซึ่งแปลว่าแต่ละ component สามารถตีความหมายของ data ก้อนหนึ่งๆ ได้ตามความต้องการ
– การที่ Datomic แยก database ออกจาก storage ทำให้มันทำงานได้ทั้งบน memory, sql, DynamoDB, Cassandra, … แยก transactor ออกจาก query engine ทำให้ scale query engine ได้ทันที (ต่อตรงไปที่ storage)
– พวกไลบราลีต่างๆ ก็ค่อนข้างทำงานเฉพาะ เช่น ไลบราลีสำหรับ routing ที่ทำหน้าที่ parse url เป็น data อย่างเพียงอย่างเดียว
– Type มี polymorphism แต่ไม่มี inheritance เพราะ inheritance มันทำให้เกิดการผูกกันที่แน่นเกินไป

Isolation เป็นสิ่งที่ทั้ง community เห็นความสำคัญตรงกัน ในทาง implementation บางคนอาจทำได้มากได้น้อยก็แล้วแต่ความสามารถและประสบการณ์ของแต่ละคน แต่มันไปในทิศทางเดียวกัน บางอย่างภาษาอื่นอาจจะมีสิ่งที่คล้ายๆ กัน แต่ก็น่าจะไม่ได้รับความสำคัญเทียบเท่า

ผมว่าเรื่องนี้เป็น value ที่สำคัญมาก และอธิบายยากมากของ Clojure เวลาใครมาถามว่า Clojure ดีอย่างไร ผมจะรู้สึกว่ามันอธิบายยาก เพราะ syntax มันเป็นแค่ส่วนเดียว แต่จริงๆ แล้วความเชื่อใน simplicity และ isolation ของ community และทุกคนมุ่งไปทางนั้นมันสำคัญกว่ามาก

—จบ

Designing is fundamentally about taking things apart. It’s about taking things apart in such a way that they can be put back together (If that makes sense).
So separating things into things that can be composed that’s what design is.
— Rich Hickey
Advertisements