ปี 2556

ปี 2556 ถือว่าเป็นอีกปีหนึ่งที่ดีสำหรับผม สุขภาพกายแข็งแรง สุขภาพจิตดี

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนอย่างเป็นเวลาและเพียงพอ ทานผลไม้ทุกวัน ทำให้ผมแทบจะไม่ป่วยเลย ผมวิ่งออกกำลังกายในระยะ 5 – 10 กิโลเมตรเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ที่วิ่งประจำก็จะเป็น Punggol Waterway Park บางครั้งก็เลยขึ้นไปหน่อยถึงริมเกาะสิงคโปร์ทางด้านบน อีกที่ก็จะเป็นรอบๆ Clarke Quay และ Fort Canning Hill ได้มีโอกาสวิ่งบนทางรถไฟเก่าที่เชื่อมจากท่าเรือทางใต้ถึงมาเลเซียด้วย

ในด้านสุขภาพจิต ผมรู้สึกว่าผม emotional มากขึ้น ซึ่งส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี การลดการตัดสินใจด้วยเหตุผล เพิ่มความเข้าใจในความรู้สึกมากขึ้นเป็นสิ่งที่ผมอยากได้อยู่เสมอ

ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ในชีวิตปีนี้คือ ผมย้ายจากทำงานประจำอยู่ที่สิงคโปร์กลับมาที่ไทย เป็นความตั้งใจตั้งแต่ตอนก่อนไปแล้วว่าผมคงจะไม่ได้อยู่นานนัก ไม่ได้มีความตั้งใจจะย้ายไปใช้ชีวิตถาวรที่ต่างประเทศแต่อย่างใด สรุปรวมเวลาที่อยู่ที่สิงคโปร์ก็ประมาณ 2 ปี 2 เดือน

ถึงจะตั้งใจไว้แล้วว่าจะกลับไทย แต่การจะกลับไทยก็อาจมองได้ว่าเป็นการหยุดการพัฒนาตัวเองไปข้างหน้าในสาขาอาชีพเหมือนกัน ในเวลานั้นผมยังรู้สึกว่าที่สิงคโปร์ยังมีโอกาสต่างๆสำหรับโปรแกรมเมอร์อย่างผมอยู่มากกว่า แต่เมื่อผมลองคิดดูอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่ามันคงไม่แย่นัก

ผมคิดว่าผมน่าจะยังสามารถพัฒนาด้านทักษะด้านการพัฒนาซอฟแวร์ต่อไปได้ เนื่องจากผมอยู่ในระดับที่สามารถหาความรู้เพิ่มด้วยตนเองได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นจากการอ่านหนังสือ, ดู screencast, ดูบันทึก talk ตาม conference ต่างๆ

ในส่วนงานก็น่าพอหางาน full-time remote ทำจากประเทศไทยได้ เนื่องจากความเปิดกว้างมากขึ้นในเรื่องนี้ และทักษะความสามารถด้านต่างๆ ที่น่าจะพร้อม

  • ทักษะภาษาอังกฤษที่ได้ฝึกฝนมาตลอดระยะเวลา 2 ปีที่น่าจะทำให้ทำงานได้รู้เรื่อง และคู่สนทนาไม่หงุดหงิดกับปัญหาการสื่อสาร
  • ทักษะการพัฒนาซอฟแวร์เป็นทีม และแนวคิดแบบ Agile ที่ทำให้พัฒนาซอฟแวร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ทักษะการพัฒนาซอฟแวร์ในส่วนบุคคล ที่ผมทำได้แทบจะทุกอย่างตั้งแต่การติดตั้งปรับแต่ OS ไปจนถึงการเขียนแอพลิเคชั่น จะมีจุดที่ยังไม่มั่นใจอยู่จุดเดียวก็คือ ความสวยงามและ CSS ซึ่งก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหานัก
  • ความเข้าใจในบทบาทของโปรแกรมเมอร์ ในการพัฒนาโปรดักส์และแนวทางของ startup

หรือหากไม่สามารถหางาน remote ได้ ก็น่าจะพอมีทางทำงานกับบริษัทที่ไทยที่เคยได้มีการพบปะพูดคุยกันอยู่บ้าง

ผมตัดสินใจว่าจะกลับไทยกลางปี 2556 ตั้งแต่ปลายๆ ปี 2555 แล้ว ตั้งใจว่าจะบอกกับทางบริษัทล่วงหน้ายาวซักหน่อย เนื่องจากความรู้สึกผิดตอนที่ย้ายงานออกจากบริษัทที่ไทยไปสิงคโปร์ ย้ายอย่างฉุกละหุกมากๆ ราวต้นเดือนเมษาฯ ผมจึงบอกกับหัวหน้าว่าผมจะลาออกในปลายเดือนมิถุนาฯ เพื่อกลับไทย แต่ในที่สุดแล้วผมออกจากบริษัทกลับไทยช่วงปลายเดือนสิงหาฯ เพราะทางบริษัทส่งไปทำงานร่วมกับทีมที่ San Francisco ก่อนในช่วงกลางๆ เดือนมิถุนาฯ เป็นเวลาประมาณ 1 เดือนครึ่ง

การไปอยู่ที่ San Francisco เป็นความน่าตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ได้เดินผ่าน office ของบริษัทต่างๆ ที่เคยรู้จักหรือใช้โปรดักส์ของเค้าอยู่ ผมไปร่วมงาน meetup เยอะมากๆ เทียบกับระยะเวลาที่อยู่ที่นั่น เพลิดเพลินกับการทานอาหารเนื่องจากผมเป็นคนชอบอาหารตะวันตกอยู่แล้ว น้ำหนักจึงขึ้นไป 6 กิโล โดยปัจจุบันก็ไม่มีทีท่าว่าจะสามารถลดลงได้ ผมกลายเป็นคนอ้วนกินจุไปแล้วอย่างเป็นทางการ การได้ไปที่นั่นเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจอยากทำงานในบริษัทที่พัฒนาโปรดักส์ต่อไป

ถ้าย้อนเวลากลับไปประมาณช่วง 1 – 2 ปีที่แล้ว ผมอยากจะทำงานในบริษัทที่ปรึกษารับพัฒนาซอฟแวร์มากกว่า ผมอยากทำงานกับบริษัทอย่าง Pivotal Labs หรือ ThoughtWorks และอื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทที่มีวินัยในการพัฒนาซอฟแวร์ ผมซึ่งเคยคิดว่าความสนุกของการเขียนโปรแกรมของผม อยู่ที่กระบวนการเขียน มากกว่าสิ่งที่เขียน คิดว่าน่าจะชอบการทำงานแบบนั้น แต่ไม่นานมานี้ผมค้นพบว่า หากเราต้องเขียนในสิ่งที่เราไม่ชอบ หรือไม่เห็นด้วยก็ไม่อาจจะทำให้เกิดความสุขอย่างแท้จริงได้ บวกกับความสนใจในกระบวนการของ Agile ที่น้อยลง(แต่ยังยึดถือในแนวคิดเหมือนเดิม) ผมจึงคิดว่าการทำงานพัฒนาโปรดักส์ที่เราสนใจ ในบริษัทขนาดเล็กที่เราสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะทำอะไร อย่างไรได้ น่าจะทำให้มีความสุขมากที่สุด

หลังจากออกจากบริษัทกลับมาอยู่ที่ไทย ในระยะเวลา 2 อาทิตย์ก็มีข่าวว่าบริษัทโดน Rakuten ซื้อไป เสียดายเหมือนกันอยากจะอยู่ในช่วงที่โดนซื้อจะได้เห็นว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง

ความจริงที่ค้นพบเมื่อกลับมาอยู่ที่ไทยแล้วคือ งาน remote ที่คิดว่าจะหาได้ง่าย กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด บริษัทส่วนมากที่ประกาศรับพนักงานแบบ remote มีการลิมิตเฉพาะคนที่อยู่ใน U.S. หรือ timezone ที่ใกล้เคียงกัน และเอาเข้าจริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้มีผลงานชิ้นโบว์แดงอะไรไปโชว์ใคร แค่เป็นโปรแกรมเมอร์ที่ทำงานได้คนนึงเท่านั้น

ผมจึงตัดสินใจกลับมามองหางานในประเทศตามที่เคยได้พูดคุยไว้ และก็ได้งานในที่ปัจจุบันที่เป็นบริษัทพัฒนาโปรดักส์ขนาดเล็ก แต่ทีมพัฒนาทุกคนมีทักษะที่สูง และมีความเข้าใจในการพัฒนาโปรดักส์ที่มีคุณภาพ ผมทำงานจากที่พักในกรุงเทพฯเป็นหลัก ในขณะที่คนอื่นๆ อยู่ที่เชียงใหม่ ก็ถือเป็นความแปลกใหม่ในชีวิตพอสมควร

การทำงาน remote ทำให้ผมต้องรักษาวินัยมากขึ้น คิดด้วยตัวเองมากขึ้นเพราะไม่มีใครที่จะให้ไปแตะไหล่ปรึกษาหรืออธิบายได้ และพยายามสื่อสารมากกว่าปกติ เพื่อทดแทนสิ่งที่หายไปจากการที่มองไม่เห็นอีกฝ่าย

พอทำงาน remote ได้ซักพัก ผมรู้สึกได้ว่าตัวเองเริ่มเหงา อยากที่จะออกไปพบเจอผู้คนมากขึ้น ก็ต้องทำการปรับตัวกันไป การทำงาน remote น่าจะเหมาะจริงๆ กับคนที่มีครอบครัวและมีลูกแล้วมากกว่า หรือคนที่ชอบเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ จริงๆ ส่วนตัวผมนั้นเป็นคนชอบอยู่บ้านโดยนิสัย และค่อนข้าง sensitive ต่อสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น ถ้าโต๊ะหรือเก้าอี้ไม่เหมาะสม จะรู้สึกเจ็บป่วยอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่ค่อยอยากออกไปทำงานในที่ต่างๆ แบบไม่ได้มีการเตรียมการไว้

ข้อดีของการทำงาน remote มีอยู่มาก มันทำให้ผมมีเวลามากขึ้นจากการที่ไม่ต้องเดินทาง และยังมีเวลาให้กับครอบครัวได้มากขึ้นด้วย จากที่เคยหายไปเป็นเวลา 2 ปีกว่าๆ โดยการที่ผมย้ายที่ทำงานไปอยู่ที่ขอนแก่นซึ่งน้องเรียนอยู่ หรือการกลับไปทำงานที่บ้านที่สุรินทร์ในช่วงก่อนและหลังปีใหม่ ทำให้ไม่ต้องเดินทางในช่วงเวลาที่การจราจรคับคั่ง

จบแล้วครับ 2556 ของผม

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s