Monthly Archives: September 2013

“ไม่เป็นไร” ดาบสองคม

คิดว่าหลาย ๆ คนน่าจะได้ยินกันอยู่บ้างในที่ทำงาน เวลามีใครในทีมทำอะไรผิด แล้วเพื่อน ๆ ในทีมก็ร่วมกันปลอบใจด้วยประโยคที่ว่า “ไม่เป็นไร เริ่มใหม่-เอาใหม่”

โดยปกติแล้ว คนที่ทำงานผิดพลาดจะมีความคิดรู้สึกผิดอยู่ คำปลอบว่า”ไม่เป็นไร เริ่มใหม่” ผู้พูดคาดหวังให้ผู้ที่ทำผิดพลาดรู้สึกดีขึ้น ไม่เครียด เพื่อที่จะได้ไม่ท้อใจ ซึ่งหากผู้ที่ทำผิดพลาด ยังเครียดหรือท้อใจอยู่ อาจจะเป็นผลให้ประสิทธิ์ภาพในการทำงานลดลง หรืออาจจะถึงขั้นลาออก และยังถือว่าเป็นการช่วยรักษาสุขภาพจิตของเพื่อนร่วมงานอีกด้วย

แต่ผมอยากจะเสนอว่าประโยคนี้ จำเป็นต้องใช้ควบคู่กับ “เราจะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำได้อย่างไร” เสมอ มิฉะนั้นแล้ว ประโยคที่ว่า “ไม่เป็นไร เริ่มใหม่” นี้ จะเป็นตัวการสำคัญที่ถ่วงการพัฒนาของงานนั้น ๆ อย่างรุนแรงโดยที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว

จากที่ผมเห็นมา สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากประโยคที่ว่า “ไม่เป็นไร เริ่มใหม่” ก็คือ การพยายามลืมมันไป ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งผมมองว่าผิดอย่างมหันต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการให้อภัย เราให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันอย่างมาก จนหลาย ๆ ครั้ง คำพูดเหล่านี้กลับกลายเป็นดาบสองคม ที่มีด้านลบคือถ่วงการพัฒนาไป ยิ่งถ้าผู้ที่ทำผิดเป็นคนที่นิสัยดี และมีความตั้งใจในการทำงานมาก ๆ ความผิดแทบจะไม่มี ซึ่งผมมองว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน ความผิดพลาดให้อภัยกันได้ แต่ต้องมีการให้ความสำคัญกับสาเหตุของความผิดพลาดนั้นมาก ๆ เพราะเป็นวัตถุชั้นดีในการพัฒนาองค์กรต่อไปภายภาคหน้า

คนทำผิดเองก็เหมือนกัน หากมีคนพยายามวิเคราะห์สิ่งที่เราได้ทำผิดพลาด อยากให้แยกแยะให้ออก และเข้าใจว่า เขามิได้ตั้งใจจะเล่นงานตัวบุคคล หรือซ้ำเติมความผิดพลาดแต่อย่างใด หากแต่การทำให้ความผิดพลาดดูร้ายแรงและสำคัญ เป็นสิ่งที่จำเป็นในการดึงความสนใจของคนอื่นให้มาร่วมคิดหาทางป้องกัน

เป็นเรื่องที่ดีที่เราจะไม่เอาสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วมาบั่นทอนสิ่งที่จะทำในอนาคต แต่การไม่เรียนรู้จากความผิดพลาด ถือเป็นความสูญเปล่าที่น่าเสียดาย

อยากจะฝากไว้ ณ​ ที่นี้ครับ เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น เรียนรู้จากมันให้มาก ๆ

ปล.​ ขอบคุณประโยคที่ว่า “ในสังคมไทยนั้นให้ความสำคัญกับความตั้งใจมากเกินไป” ของพี่กร ที่กระตุ้นให้ผมเขียน blog (ที่ไม่เกี่ยวกับดราม่าอันนั้น)นี้