ความพยายามกับการจัดการความคาดหวัง

สงกรานต์นี้กลับมาบ้านที่สุรินทร์ ได้คุยถกประเด็นเรื่องราวต่างๆ กับแม่มากมาย วันนี้ได้ตกตะกอนเรื่องหนึ่ง คือ คำตอบของจุดร่วมระหว่างความพยายาม ความทะเยอทะยานกับความพอใจในสิ่งที่ตกมี การจัดการความผิดหวัง อยู่ที่ตรงไหน ที่ผ่านมาผมยังหาจุดร่วมไม่ได้ระหว่างสองสิ่งนี้

ฝ่ายคนที่มีความพยายาม ความมุ่งมั่น ก็จะบอกว่าคนเราเกิดมาทั้งทีต้องฝันให้ไกล แล้วพยายามไปให้ถึงมันให้ได้ ถ้าหากไม่ถึงอย่างน้อยสิ่งที่ได้พยายามไป ก็ทำให้เราได้มาไกลกว่า การไม่พยายามยอมแพ้ตั้งแต่แรก และพวกคอนเซป No pain no gain ต่างๆ ทางฝ่ายนี้จะมองแนวความคิดของอีกฝ่ายว่าเสียชาติเกิด

อีกฝ่ายจะมาทางสายศาสนาพุทธ บอกว่าชีวิตเราก็มีเพียงแค่นี้ ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ แล้วเราจะพยายามไปทำไม ทำไปทำไม ทำสำเร็จแล้วได้อะไร ความสุขของชีวิตคือการไม่มีทุกข์ต่างหาก การมีความหวังอยากได้อะไร เป็นกิเลส ซึ่งนำมาสู่ความทุกข์ หากไม่ได้ดังหวัง

หลังจากผมได้คุยกับคุณแม่ผม ได้ข้อสรุปส่วนตัวออกมา ดังนี้ คือ

ในฝั่งของการเป็นฆราวาส การพยายามเป็นสิ่งที่ควรทำ เราควรพยายามด้วยเหตุผลเดียวกับที่ทางฝ่ายพยายามได้บอกเอาไว้ แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องเข้าใจตัวเรา ว่าสิ่งที่เราได้พยายามไปถึงนั้น เกิดจากตัวเราจริงๆ เป็นความต้องการหรือความจำเป็นของตัวเราจริงๆ ไม่ใช่เป็นความฝันที่สังคมหรือสิ่งแวดล้อมยัดเยียดให้ หรือเป็นความฝันตามกระแส เพราะถ้าหากไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ แล้วหละก็ สุดท้ายสิ่งที่ได้เมื่อเราทำสำเร็จ อาจจะไม่คุ้มกับความเสี่ยงต่อการสูญเสียเมื่อไม่สำเร็จก็ได้ และเมื่อได้พยายามแล้ว ก็ยังต้องเข้าใจด้วยว่ามันอาจจะมีโอกาสที่จะไม่สำเร็จ ต้องยอมรับได้เมื่อความพยายามไม่สัมฤษธิ์ผล

พอขบคิดได้ข้อสรุปเรื่องหนึ่ง ก็มาเกิดปัญหาอีกว่า แล้วเราจะแยกอย่างไรว่าสิ่งไหนคือ ความฝันของเรา สิ่งไหนคือความฝันของสังคมกันหละ ในเมื่อตัวเรา ความคิดเราก็เกิดจากการหล่อหลอมโดยสังคมนี่แหละ

ปัญหานี้ ผมมองว่าเป็นปัญหาที่เราต้องไปชั่งกันเอาเอง ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด แค่อยากจะเติมข้อมูลเข้าไปในกระบวนการคิดเพิ่มเข้าไปว่า ฝันของท่านมันคือสิ่งที่ท่านอยากได้จริงๆ หรือ

Advertisements

5 thoughts on “ความพยายามกับการจัดการความคาดหวัง

  1. n0chrome

    คงต้องถามก่อนว่า ทุกการกระทำที่เรากำลังทำอยู่เนี่ย นำไปสู่ผลแบบไหน

    อยากออกไปเจอเพื่อน เพื่ออะไร
    อยากมีแฟน มีลูก เพื่ออะไร
    อยากทำงาน ได้เงินเยอะ เพื่ออะไร

    แล้วคิดต่อไปว่าผลเฉพาะหน้ากับผลระยะยาวจะออกมาในรูปแบบไหน คุ้มค่ากับแรงกายและเวลาที่เสียไปหรือไม่

    การลองผิดลองถูก(trail and error) ก็เป็นรูปแบบการใช้ชีวิตแบบหนึ่ง

    อีกความเห็นหนึ่งครับ

    Reply
  2. พีเนียนผักเขียวอื๋อ

    //ธีมเดียวกับพีเนียนบล๊อกเลย :p

    เราเข้าใจว่าศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้เอื่อยๆ ไม่พยายาม ไม่เอาอะไรทั้งนั้นนะ
    แต่ศาสนาพุทธสอนให้เข้าใจตัวเอง ให้เห็นความจริง และให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
    ทั้งหน้าที่ที่เป็นฆราวาส หน้าที่ต่อครอบครัว ต่อผู้อื่น หน้าที่ที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ ฯลฯ

    ถ้าลองๆดู สิ่งที่เราทำต่างๆ คาดหวังมากมาย ก็เพราะเราอยากได้ความสุข
    เราคิดว่าถ้าได้ทำอย่างนี้ ถ้าได้มีอย่างนี้ ถ้าได้เป็นอย่างนี้ แล้วคงจะดี
    ตอนเด็กๆ คิดว่าเรียนจบได้แล้วจะดี มีงานดีๆแล้วจะดี รวยๆแล้วจะดี แต่งงานกับคนดีๆ แล้วจะดี
    มีบ้านมีรถใหญ่ๆน่าจะดี เป็นเจ้าของนั่นเจ้าของนี่ น่าจะดีมีความสุข
    พอตอนแก่ๆ ที่ร่างกายเจ็บปวดตลอดๆ ก็คิดว่าถ้าตายไปได้ก็คงจะดี

    แต่พอได้ พอมี พอเป็น อย่างที่คิดที่หวังไว้
    (ลองคิดเทียบตอนอยากได้อะไร อยากดูอะไร แล้วได้ทำ หรือได้รับของนั้นแล้ว)
    ปรากฏว่ามีความสุขแค่แวบเดียว แล้วก็เริ่มอยากต่อไปอีก วิ่งกันต่อไป ไม่จบ

    ถ้าเห็นแต่แรกว่าที่เราต้องการที่สุด คือ ความสุข
    ทำทุกอย่างเพราะว่าคิดว่าสิ่งนั้นมัน (น่า) จะนำความสุขมาให้ได้
    ถ้าเราลองย้อนดูตัวเอง ว่าที่เรียกว่าความสุขมันคืออะไร ?
    ถ้าลองมองศาสนาพุทธในมุมใหม่ ไม่ใช่เฉพาะสำหรับคนแก่
    แต่เป็นคำตอบได้สำหรับทุกวัย และอาจเป็นคำตอบสุดท้าย สำหรับคำถามว่า
    อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดกับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์
    อาจจะจัดการความหวัง ความพยายามต่างๆได้ดี
    พอรู้ทันอยาก ก็จะเห็นเหตุผล สมควรทำก็ทำ ไม่สมควรก็ไม่ทำ

    เคยได้ยินครูอาจารย์เล่าว่า ถ้าชาติใดไม่ได้เจอพุทธศาสนานี่
    จะรู้สึกวังเวงมาก ไม่รู้ทิศทางของชีวิต

    เราว่าน่าเสียดาย ถ้ายังมีพุทธศาสนาอยู่ แต่ไม่ได้ลงมือศึกษา
    ไม่ได้ภาวนาเรียนรู้กายใจตนเอง แล้วก็ไม่ได้รู้คำตอบสุดท้าย

    อีกหนึ่งความเห็นครับ

    เผื่อมีคนสนใจครับ http://www.dhammada.net/category/pawana/beginner/

    Reply
    1. TAP Post author

      โอ้ท่านกอล์ฟมาแล้ว ไม่ค่อยได้ยินคำอธิบายพระพุทธศาสนาในแง่นี้เท่าไหร่
      เนื้อหาวิชาพระพุทธศาสนาที่เค้าให้เด็กเรียนทุกเทอม ตั้งแต่ป.1 ยัน ม.6 ก็ควรเปลี่ยนได้แล้วสินะ

      Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s