Monthly Archives: April 2010

แบ่งแยก

ระหว่างเล่นเกมส์เพลินๆ สมองก็คิดอะไรไปเรื่อย อยู่ดีๆ ก็ตกตะกอนเรื่องๆ นึงขึ้นมา พึมพัมไปแล้วทาง twitter แต่ก็อยากเก็บเอาไว้เหมือนกัน จึงขอเรียบเรียงใหม่ ณ ที่นี้

ผมมีความรู้สึกว่าคนไทยเราอ่อนไหวต่อเรื่องการแบ่งแยกทางศาสนามาก ทุกๆคนจะมีความคิดในหัวอยู่เสมอว่า ห้ามเหยียดศาสนาอื่น ต้องเข้าใจความแตกต่างทางศาสนา แต่กลับกลายเป็นว่าเราไปแบ่งแยก เหยียดหยันกันในเรื่องอื่น โดยไม่รู้ตัวแทน เช่น เรื่อง ฐานะ การศึกษา

แล้วทำไมถึงเกิดเหตุการอย่างนี้ขึ้นได้หละ?

โดยทั่วไปแล้ว คนไทยก็มีความคิดว่าการดูถูกเหยียดหยามคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่อนุโลมให้เหยียดหยามได้ ในบางกรณี เช่น คนเหล่านั้นเป็นศัตรู คนเหล่านั้นมีความคิดไม่ตรงกับตนอย่างมาก ฯลฯ และสิ่งที่สอนให้เราเป็นเช่นนี้ ก็คือ การศึกษา และสังคมของเรานี่หละครับ

การศึกษาและสังคมเรา
บอกว่าเราต้องอยู่ร่วมกับศาสนาอื่นได้
ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะนับถือศาสนาต่างกัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่ยอมรับทุกศาสนา จิตสำนึกเราจึงพยายามทำความเข้าใจกับความแตกต่าง ไม่เหยียดหยาม ไม่แบ่งแยก

แต่การศึกษาและสังคมของเรา กลับไม่ได้สอนการอยู่ร่วมกับคนที่มีฐานะด้อยกว่า หรือคนที่การศึกษาต่ำกว่า อย่างรู้สึกเท่าเทียม กลับส่งเสริมให้เกิดความแตกแยกด้วยการบอกว่า การไม่ได้รับการศึกษา ถือเป็นสิ่งที่ผิด

จริงๆแล้ว การได้รับการศึกษาเป็นสิ่งที่ควรได้รับครับ แต่การที่สังคมบอกว่าการไม่ได้รับการศึกษา ถือเป็นสิ่งที่ผิดนี้ กลับส่งผลที่คงไม่ได้คาดคิดว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการแบ่งแยก เกิดความรู้สึกว่าเราทำสิ่งที่ควร แต่อีกฝ่ายไม่ได้ทำสิ่งที่ควร เพราะฉะนั้นเราถูก เหตุผลใดๆ ที่ตรงกับที่เราศึกษามา ถือเป็นสิ่งที่ถูก เหตุผลฝ่ายตรงข้ามที่ขัดแย้ง ถือว่าผิด เหตุผลของคนไร้การศึกษา ไม่ถือว่าเป็นเหตุผล เกิดการเหยียดหยามในความเป็นคนของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว

คนเราทุกคนต่างพยายามทำให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นกับตัวทั้งนั้น ถึงแม้การพยายามนั้นอาจจะเป็นการเดินที่ผิดทาง หรือถูกทาง เราก็ยังคงพยายามกันต่อไปในทางนั้นๆ ตราบเท่าที่เรายังคิดวิธีที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับเวลานั้นๆ ของตนได้อยู่

การแบ่งแยก เหยียดหยัน ที่น่ากลัวที่สุด คือ การแบ่งแยก เหยียดหยันโดยไม่รู้ตัวนี่หละครับ

ลองมองด้วยความเข้าใจ ว่าความขัดแย้ง เกิดจากความต้องการที่ไม่ตรงกัน เรื่องอื่นๆ เป็นแค่เกราะที่สร้างขึ้นมาเพื่อสร้างกระแสบางอย่าง เพื่อไปถึงความต้องการนั้นๆ ถ้าเข้าใจ ยอมรับได้ อยู่กับมันได้ ผมว่าน่าจะรู้สึกว่าอะไรๆ เบาลงเยอะเลย

ความฝันในตอนนี้

ตอนนี้ เพื่อนรุ่นๆ เดียวกัน เกือบจะ 100% ที่เกี่ยวข้องอยู่กับการเรียนต่อ ไม่ว่าจะเป็นกำลังเรียนต่ออยู่ กำลังรอจะไปเรียนต่อ กำลังสมัครเรียนต่อ กำลังตัดสินใจว่าจะเรียนต่อดีมั้ย หรือกำลังไม่แน่ใจว่าที่ไม่เรียนต่อคิดถูกหรือเปล่า

ส่วนตัวผมยังไม่มี plan จริงๆจังที่จะเรียนต่อ ตั้งใจไว้แค่ว่าจะเรียนต่อเมื่อเจอสิ่งที่อยากเรียน ไม่อยากต้องไปเสียเวลาชีวิตที่มีไม่เยอะ กับการต้องไปพยายามรู้ในสิ่งที่ ไม่อยาก ไม่ชอบ ไม่สนุก ที่จะรู้อีกแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะทนได้นานแค่ไหน เพราะแรงกดดันทั้งภายนอกรอบตัว และภายในมันรุนแรงจริงๆ

สาเหตุแห่งการเรียนต่อ ส่วนมากรอบๆ ตัวผม แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งคนส่วนมากก็มีทั้งสองกลุ่มในตัวเองแหละ

  1. ไล่ตามความฝัน ทั้งในด้านการจะได้ทำตัวให้มีโอกาสได้ถูกโลกตราตรึงจดจำเอาไว้ จากสิ่งที่เราได้สร้างขึ้น ไปจนถึงความฝันส่วนตัวเล็กๆ ที่อยากทำอะไรบางอย่าง
  2. เพื่ออนาคตที่ดีกว่า เกินครึ่งของคนที่ผมรู้จักในชีวิต บอก(ทั้งทางตรงและทางอ้อม)ว่าการเรียนจบแค่ป.ตรี และเป็นพนักงานบริษัท ไม่เพียงพอที่จะทำให้ผมมีรายได้ ดูแลครอบครัวต่อไปในอนาคตอย่างปกติได้

ผมเป็นชนชั้นกลางชาวไทยคนนึง ที่อยากจะมีชีวิตที่มีความสุขเหมือนคนทั่วไป มีเงินใช้เพียงพอ ครอบครัวไม่ต้องอดอยาก และไม่ใช่ผมไม่มีความฝัน ไม่ใช่ผมใช้ชีวิตทำงานแต่ละวันอย่างเช้าชามเย็นชาม ผมกำลังไล่ตามความฝันของผมอยู่เหมือนกัน

ความฝันหนึ่งในตอนนี้ของผม อาจจะไม่เคยบอกใครมาก่อน เพราะจริงๆ ตัวเองก็ไม่เคยคิดถึง แต่พอได้ลองคิดถึงแล้ว นี่แหละคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพยายามทำอยู่ตอนนี้

ผมอยากเป็นพ่อมดด้านการเขียน การพัฒนาโปรแกรม ทั้งในด้านพละกำลังภายใน และด้านการผสานพลังกับผู้อื่น อยากเนรมิตโปรแกรมที่อยากได้ขึ้นมาได้อย่างใจ ด้วยภาษาอะไรก็ได้ตามที่ใจอยาก ด้วย technology อะไรก็ได้ เป็นโปรแกรมที่มีสามารถแก้บั๊กที่พบได้อย่างรวดเร็ว โดยถูกออกแบบออกมาอย่างสวยงาม เปลี่ยน component อื่นภายหลังได้อย่างใจ มีประสิทธิภาพรับ load การใช้งานได้อย่างไม่มีขีดจำกัด มี source code ที่ใครมาอ่านก็สามารถเข้าใจได้ทันที สามารถเขียนต่อผม นำของผมไปใช้ได้อย่างง่ายดาย ตอบสนองงานที่ต้องการได้อย่างลงตัว และทันเวลาที่กำหนด รวมถึงสามารถถ่ายถอดวิชาให้แก่คนอื่นได้อย่างรวดเร็ว

นี่แหละครับความฝันของผม ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ผมไม่เห็นว่ามีหลักสูตรของมหาวิทยาลัยใดสอนสิ่งเหล่านี้กับผม ผมจึงเลือกที่จะไม่เรียนต่อ เลือกที่จะศึกษาด้วยตนเองในเวลาว่าง กับหลายเรื่องที่เป็นความคิดส่วนตัวของแต่ละคน ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ใช้กับเราและงานเราได้บ้าง ใช้ไม่ได้บ้าง แต่ก็เก็บมันเข้าใจคลังความรู้ ทั้งเรื่องที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ ผมก็ได้แอบเอาไปทดลองเวลาทำงานจริงบ้าง เป็นระยะๆ แต่ระวังไม่ให้มีผลเสียกับงานโดยภาพรวม

พูดถึงเรื่องของการทำงาน ผมไม่มีความรู้สึกอยากเลื่อนขั้นในบริษัทเลย เรื่อง career path ผมไม่ได้สนใจเท่าไหร่ ถ้าหากยังคงมีที่ใดที่ให้-เพิ่มรายได้ให้ผมได้ตามที่ผมรู้สึกว่า ผมสามารถพาครอบครัวผมไปรอดได้ และให้โอกาสให้ผมได้ฝึกเวทย์มนต์เหล่านั้นต่อไป ผมก็คงจะทำที่นั่นต่อไป

การเดินทางล่าฝันของผมจะจบเช่นไร ความฝันผมจะเปลี่ยนไปเมื่อไหร่ จะล้มเลิกหรือไม่ อย่างไร ไม่นานพวกคุณคงได้รู้กันครับ

ทำงานมาหนึ่งปีแล้ว

เป็นการทำงานหนึ่งปีที่มีความสุข ทุกๆคนที่มาถามว่าทำงานเป็นยังไง ก็คงได้รับคำตอบนี้มาโดยตลอด 1 ปี

พอพูดถึงว่าเราทำงานอย่างมีความสุข คำถามที่จะขึ้นมาถามตัวเองตลอดเวลาก็คือ การที่เราทำงานได้อย่างมีความสุข แสดงว่าทุ่มเทไม่เพียงพอหรือเปล่า มันแสดงว่าเราสามารถเครียดกว่านี้ได้สิ แต่ผมก็ไม่ได้อู้นะ ไม่รู้สิ เรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบเหมือนกัน

สาเหตุที่ทำงานได้อย่างมีความสุข คงไม่มีอย่างอื่น นอกจากได้ทำสิ่งที่ชอบ บนสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยสุดๆ ด้วย เพื่อนๆ พี่ๆ ร่วมงานที่น่ารักและตั้งใจในงานทำงานทุกคน ความรู้สึกในงานไปทำงานแต่ละวัน เปรียบเหมือนการไปมหาวิทยาลัยทำโปรเจ็ค ซึ่งเป็นโปรเจ็ควิชาที่ชอบด้วยสิ ก็ทำเหมือนกับเป็นงานอดิเรกไปเลย

งานที่ทำก็เป็นเขียนโปรแกรมเป็นหลัก แต่ก็ได้มีส่วนร่วมในการ design และหา solution ของปัญหาต่างๆ อยู่เรื่อยๆ เป็นระยะๆ โดยที่ผ่านมาได้สานต่อโปรดักชิ้นนึงจนสำเร็จขึ้น ก็ถือว่าน่าภูมิใจไม่น้อย ถึงแม้ว่าเมื่อมองกลับไป ยังคงมีจุดบงพร่องที่รอการแก้ไขในงานอยู่มาก เนื่องจากการทำงานที่ขาดประสบการณ์ก็ตาม

มาถึงจุดตรงนี้แล้ว ถ้าไม่พูดถึงสิ่งที่ได้รับจากการทำงาน ก็คงไม่ได้

  1. ได้ระเบียบวินัย ระเบียบวินัยซึมเข้าไปในตัว ให้ทำสิ่งต่างๆ ตามเวลาได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด
  2. ได้รับ mindset ของคนด้านภาคธุรกิจมาพอสมควร หลังจากได้รับ mindset ของชาว academic มาโดยตลอด
  3. ได้รับรู้ถึงตลาดเทคโนโลยีฝั่งภาคธุรกิจ มีของเล่นที่คนที่อยู่ฝั่งผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไปไม่รู้อีกมาก
  4. รู้สึกความสามารถด้านการสื่อสารเรื่องที่เป็นสาระพัฒนาขึ้นพอสมควร ตอนทำงานแรกๆ พูดไม่รู้เรื่องเลย
  5. ได้ความรู้ด้านการ software architecture design พอสมควร แต่ยังไม่ตกผลึกเท่าไหร่
  6. แน่นอนได้ skill การเขียนโปรแกรม ชำนาญขึ้นมาก อะไรควรไม่ควรทำ ก็รู้มากขึ้น
  7. ได้ลองเล่น pattern หรือ law ต่างๆ ที่เค้าบอกๆ กันบ้าง จากหนังสือบ้าง เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง สำเร็จไม่สำเร็จบ้าง ก็ว่ากันไป
  8. ได้เห็น และรับรู้ถึงความยากลำบากของการพัฒนา software ในด้านต่างๆ อย่างชัดเจน เช่น legacy code, technology locked, collaborative in team, fear of change, under estimate schedule ฯลฯ
  9. ได้รู้ตัวว่าเป็นคนทำงานที่ติดนิสัยมองแต่ภาพแคบๆ การจะเงยหน้าขึ้นมามองภาพกว้างมันยากมาก ต้องคอยเตือนสติอยู่ตลอดว่าทำอะไรอยู่
  10. ได้รู้ตัวว่าเป็นคนที่พูดจากโต้ตอบฉับพลันไม่ได้เอาซะเลย เป็นคนสมาธิขณะพูดไม่ดี ทำให้คิดช้ามาก
  11. อ่อ เกือบลืมไป ได้อ่าน phonetic เป็นด้วยนะ 😀

จบแล้วสำหรับเรื่องอดีต ส่วนเรื่องอนาคตอยู่ใน blog หน้าละกัน

3 เรื่องที่เข้าชิงออสการ์ 2010

ช้าไปมากเลย สำหรับการจะเขียนถึง 3 เรื่องที่ได้ดูมา (นานแล้วนี้) เป็น 3 เรื่องที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมทั้ง 3 เรื่อง

The Hurt Locker

เป็นเรื่องราวของหน่วยกู้ระเบิดของสหรัฐในสงครามอิรัก

เป็นหนังที่ดูสนุกดี ตื่นเต้น กับฉากเก็บกู้ระเบิดตลอดทั้งเรื่อง แต่ความต่อเนื่องแต่ละฉากไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สนุกเป็นวูบๆ อย่างไม่ไหลลื่น พระเอกดูเท่และเก่งดี อารมณ์เหมือนดูหนังซุปเปอร์ฮีโร่ ชอบการถ่ายทอดอารมณ์กดดันของผู้ที่อยู่ในสถานที่นั้น และอารมณ์การถูกมองอย่างคนแปลกหน้าที่ชาวอิรักมองทหารอเมริกา รับรู้ความรู้สึกของทหารเวลาไปอยู่ในดินแดนของฆ่าศึกได้ ไม่รู้ว่าคนที่มองเราอยู่นี้ประสงค์ดีหรือร้ายยังไง ดูจบแล้วจบในโรง ไม่มีอะไรให้คิด พูดถึงต่อเท่าไหร่

ประเด็นสปอยด์

  • ดูแล้วไม่ค่อยเข้าใจตัวพระเอกว่าชอบทำงานเพราะบ้าดีเดือด หรืออยากช่วยเหลือผู้คน ถ้าเป็นอย่างหลังจากหนังดูแล้วรู้สึกไม่เชื่ออย่างมาก
  • บุคลิกบ้างานทำตามความฝันของพระเอกเป็นไอดอลของผู้ชายทั้งหลาย แต่กลายเป็นผู้ร้ายไม่รักครอบครัวในมุมมองของผู้หญิง

จบประเด็นสปอยด์ของ The Hurt Locker

Up in the Air

เป็นเรื่องราวชีวิตของชายคนหนึ่งซึ่งมีอาชีพบอกเลิกจ้าง กับวิถีชีวิตไม่ผู้มัดของเขา

เรื่องนี้ดูแล้วชอบมาก เคยพูดตอนดูออกมาใหม่ๆ ว่า เรื่องนี้น่าจะทำให้คนโสดเหงา ได้มากกว่าหนังรักโรแมนติกอีก เพราะดูแล้วน่าจะรู้สึกว่าต้องรีบสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบๆ ข้างละก่อนที่จะสายเกินไป

ประเด็นสปอยด์

  • ฉากงานแต่งานของน้อง ที่มีรูปที่เพื่อนทำให้มากมาย จี๊ดจริงๆ
  • ฉากรู้ว่าผู้หญิงมีครอบครัวแล้ว ก็เช่นกัน
  • ทำให้คนที่คิดว่าชีวิตตัวเองไม่อยากผู้มัด
    ต้องกลับมาคิดว่าที่เราคิดว่าการอยู่คนเดียวมีความสุขกว่านั้น
    เป็นเพราะเราอยู่คนเดียวมีความสุขกว่าจริงๆ
    หรือเราไม่เคยรับรู้ถึงความสุขเวลาอยู่กับคนอื่นกันแน่
  • คนเรารู้จักกับคำว่าปล่อยวางเป็นอย่างดี แต่ไม่ยอมทำ ทำไม่ได้
    ด้วยข้ออ้างว่ามันจำเป็น ไม่ต่างอะไรกับคนที่ติดเหล้า บุหรี่ แล้วเลิกไม่ได้
    ถ้าใครที่กำลังเครียดมากๆ จนจะไม่ไหวแล้ว ลองหยุดสิ่งต่างๆ ซักพักนึง แล้วถอยออกมาดู จะพบว่าจริงๆแล้ว หลายๆ อย่าง เราก็สามารถวางมันลงได้เหมือนกัน

จบประเด็นสปอยด์ของ Up in the Air

  

Serious Man


เป็นชีวิตของชายคนหนึ่ง ซึ่งมีอะไรถาโถมเข้ามาในชีวิตเขามากมาย

เรื่องนี้ อุตส่าห์เตรียมใจก่อนเข้าไปดูว่าจะต้องตั้งใจดูให้เข้าใจให้ได้ เพราะเป็นเรื่องของสองผู้กำกับ No country for old men ที่ตอนดูๆจบแล้วไม่รู้ถึงประเด็นที่หนังจะสื่อเลย แต่ก็ไม่วาย งงเป็นไก่ตาแตกตอนออกมาจากโรง กับประเด็นที่จับได้อยู่อย่างเดียว ว่า Serious Man ในเรื่องนี้เค้าหมายถึงอะไร

ประเด็นสปอยด์

  • จากที่รับรู้ได้ serious man ในเรื่องนี้ หมายถึง คนที่เฝ้าแต่หาเหตุผลของสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน หากแต่จริงๆ แล้ว เค้ารู้เหตุผลของสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นแล้ว แต่เค้าไม่ยอมรับ หรือไม่เรื่องๆ นั้น ก็ไม่มีความจำเป็น ประโยชน์ ที่จะต้องหาเหตุผล
  • ตัวละครอื่นๆ รอบตัวเค้า มันช่างบ้าบอคอแตกสิ้นดี

จบประเด็นสปอยด์ ของ Serious Man

ผมว่าผมเป็นคนที่ชอบหาเหตุผลของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่ผมว่าผมไม่เป็น Serious Man อย่างหนังเรื่องนี้นะ