Monthly Archives: October 2009

BTS

เรื่องนี้ไม่ต้องเกริ่นกันมาก กระแสแรงจริงๆ

Bangkok’s Traffic Love Story

หรือชื่อไทยว่า รถไฟฟ้า…มาหานะเธอ นั่นเอง

คงไม่ต้องเล่าถึงมากเท่าไหร่ เพราะทุกคนน่าจะรู้จักดีอยู่แล้ว ใน blog นี้จะเน้นถึงความเห็นส่วนตัวก็แล้วกัน ซึ่งโดยส่วนตัวนั้น ผมได้รับกระแสของภาพยนตร์เรื่องนี้ ราว 1 เดือน ก่อนกำหนดฉาย ประโยค "ผมเป็นวิศวกร" ที่เพี้ยนไปเป็น "ผมเป็น…" กลายเป็นประโยคที่เห็นได้ทั่วไปบนอินเตอร์เน็ต ประโยคนี้เพิ่มความเท่ภาคภูมิใจให้แก่วิศวกร รอบตัวอย่างเห็นได้ชัด และเชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อการเลือกศึกษาต่อของเด็กๆ ทั้งหลายไม่มากก็น้อย (เช่นเดียวกับที่ Season Change ปลุกกระแสดนตรี classic ขึ้นมา) และประโยคอื่นๆ ก็ฮิตไม่แพ้กัน ตัวอย่างเช่น "เพราะกูอยู่กับพวกมึงไงหละ ถึงไม่มีใครมาจีบ", "ถ้ามีแฟนแล้วไม่มีเวลาอยู่ด้วยกัน เราจะมีแฟนไปทำไมว่ะ" ฯลฯ

ตัวอย่างขอภาพยนตร์เรื่องนี้ จับตลาดคนหลายกลุ่ม กว้างมาก แต่เอาอยู่หมัด
1. ความหล่อมีสเน่ห์ของพระเอก ที่ผมกับความตั้งใจมาแสดงบทหล่อ จับกลุ่ม สาวน้อย สาวมาก สาวอื่นๆ เกือบหมด
2. เรื่องราวของคนโสดตามหาความรัก จับกลุ่มคนโสดทั้งหลาย
3. หนังโรแมนติด อารมณ์ดี จับคู่รักทุกคู่ และคนที่ต้องการรับชมเพื่อผ่อนคลาย

ถือเป็น simple but beautiful จริงๆ ในความคิดของผม

ผมได้มีโอกาสดูหลังจากเข้าฉายแล้ว ประมาณ 5 วัน เสียงตอบรับจากผู้ที่ไปดูมาแล้ว ดีมาก แทบจะไม่มีใครบ่น ให้ได้ยิน ดูเหมือนจะจับใจคนทุกกลุ่มได้เช่นเดียวกับตัวอย่างของมัน

แต่จริงๆ หลังจากได้รับชมออกมาแล้ว ผมกับเพื่อนหลายๆ คนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันยังไม่สุด

ในส่วนตัวผมคิดว่าเนื้อหาสามารถเข้มข้นได้กว่านี้อีก ยิ่งโดยเฉพาะ เนื้อหาของตัวเรื่องจริง ค่อนข้างผิดเพี้ยนไปจากตัวอย่างที่ได้รับชม (เดาว่าเป็นคนจงใจ) ซึ่งผมคิดว่าถ้าเนื้อหาเป็นเหมือนตัวอย่างแล้วหละก็ สามารถจะเล่นเรื่องซับซ้อน เล่นอารมณ์ การตัดสินใจ และความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้มากกว่านี้

แต่พอกลับมาคิดอีกที การที่ภาพยนตร์เรื่องนี้กินใจคนส่วนมากได้ อาจจะเป็นเพราะความเข้าใจง่าย ไม่ซักซ้อนของเนื้อหาก็เป็นได้ หากหนังเกิดมีความซับซ้อนจนถึงระดับสะใจของผมแล้ว คงทำให้คนเข้าถึงได้น้อยลง (อย่างน้อยก็พวกเด็กๆ) และคงส่งผลให้ไม่ทำรายได้สูงเช่นนี้ก็ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ผมชอบนะครับ สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ขาดอีกนิดหน่อย แต่โดยภาพรวมแล้วโอเคเลยทีเดียว โดยเฉพาะจังหวะจะโคน และเสียงประกอบ ในมุกตลกต่างๆ เป็นความฮาแบบไร้มลพิษที่น่าเอาเป็นตัวอย่างจริงๆ

ข้อดีอีกเรื่องหนึ่งของหนังเรื่องนี้ คือ เป็นหนังที่ทำให้ตัวละครดูใกล้เคียงกับคนในสังคมจริงๆ มาก เชื่อว่าทุกคนจะต้องมีฉากที่มีความรู้สึกเกิดขึ้นในใจว่า "เออ ตรงหว่ะ" คำว่าตรงในที่นี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความรัก รวมถึงเรื่องอื่นด้วย อย่างเช่น แม่และยาย ติดละครหลังข่าวสุดๆ ฯลฯ ด้วยความพยายามทำให้ตัวละครแสดงภาพและมุมมองให้เหมือนคนจริงมากๆ เลยเป็นผลทำให้ตัวละครมีมิติ และดูสมจริง การตัดสินใจไม่ขัดความรู้สึกคนรับชมอีกด้วย

ครับ ขอเขียนถึงเพียงเท่านี้ละกัน อยากให้มีหนังไทยแบบนี้มาให้ดูเรื่อยๆ นะครับ

ปล. ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ น่าจะทำให้ผู้หญิงยอมรับการรับชมภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่มากขึ้นหรือเปล่า 55 😀

  

Advertisements

อีกตัวอย่างของการทำทุกวันให้ดีที่สุด

สุดสัปดาห์นี้ได้ไปดูหนังมาอีกหนึ่งเรื่อง เรื่องนี้ได้ยินว่าสร้างจากมากจากหนังสือ ที่ดีมาก แต่ผมไม่ได้เป็นแฟนหนังสือนิยาย เลยไม่เคยได้อ่านมากก่อน แต่ได้เห็นจาก trailer แล้วรู้สึกว่าเรื่องมันน่าสนใจ บวกกับคะแนน imdb ที่โอเค เลยเลือกไปดู

The Time Traveller’s Wife
เรื่องนี้ชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้ว ว่าต้องมีตัวละครอย่างน้อยสองตัว เป็นสามีภรรยากัน โดยฝ่ายชายสามารถเดินทางข้ามเวลาได้ แต่ปัญหาคือ เขาไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะข้ามเมื่อไร อยู่นานเท่าใด แต่เขาในตอนแก่ได้ ข้ามไปหาภรรยาของเขาตั้งแต่ตอนเด็ก และเจอกันอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งมาพบกันในเวลาจริงของผู้ชาย
ตามปกติแล้ว นิยาย ละคร หรือภาพยนตร์เรื่องไหน ที่มีการเดินทางข้ามเวลาได้ เป็นอันต้องสร้างความงุนงง ให้แก่พูดรับชมซะทุกทีไป ในส่วนเรื่องนี้ก็ถือว่าโอเค ไม่งุนงงมาก คิดตามนิดหน่อยก็จะเข้าใจ แต่การเดินเรื่องบางครั้งดูไม่ประติดประต่อ บางครั้งดูกระโดดข้ามๆ ไป บางครั้งไม่รู้ว่าเรื่องจะกล่าวถึงจุดนี้ทำไม ซึ่งเหตุผลก็น่าจะมาจากการพยายาม ย่อหนังสือ ให้ลงมาอยู่ในเวลาเกือบสองชั่วโมง โดยพยายามเก็บเนื้อหาหลัก ให้ครบ แต่โดยรวมแล้วโอเคครับ ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่าน้ัน
สปอยด์หน่อยละกัน
มีฉากนึงที่แอร์ชอบ คือ นางเอกบอกว่านางเอกท้อง ทั้งๆ ที่พระเอกทำหมันไปแล้ว แต่บอกว่าชั้นไม่ได้นอกใจคุณนะ ที่แท้คือ มีความสัมพันธ์กับพระเอกที่มาจากอดีต -*- เจ๋งจริงๆ
ในตอนท้ายเรื่อง ถึงแม้เราจะรู้แน่ๆ ว่าพระเอกต้องตาย แต่แทนที่เราจะหมดสนุก กลับกลายเป็นการกระตุ้นเราอยู่ตลอดเวลา ทำให้เรานั่งเกร็งกลัวว่ามันจะตาย
จริงๆ แล้วหลายๆ คนชอบพูดว่า ถ้าเรารู้วันตายของคนที่เรารักก่อน ก็น่าจะดี จะได้ทำอะไรดีๆ ให้เขาก่อนที่เขาจะจากไป แต่จากเรื่องนี้ก็จะเห็นได้ว่า ถึงแม้จะรู้วันตาย ก็ไม่ได้ทำให้มีความสุขมากขึ้นแต่อย่างใด ยังไงการจากกันก็ทุกข์อยู่ดี
ผมอยากบอกทุกๆ คนที่ได้อ่าน blog ของผมนี้อีกครั้งนะครับ ว่าอยากทำอะไรให้ใคร รีบทำซะตั้งแต่วันนี้ ถ้ากลัวไม่กล้าทำอะไร ก็คิดซะว่าเค้าอาจจะตายพรุ่งนี้เลยก็ได้ครับ เอาใจช่วยด้วยความปรารถนาดีนะครับ
จบเขตสปอยด์
ถ้าใครได้มีโอกาสฟัง club friday อาทิตย์ที่ผ่านมา ที่มีเรื่องผู้ชายประสบอุบัติเหตุตาย จากการไปซื้อตุ๊กตาตัวใหญ่มากไปให้หญิงที่รัก จนไม่สามารถมองทางขณะขี่มอเตอร์ไซด์ได้ (ที่ทำให้ผมหลั่งน้ำตาทีเดียว เมื่อได้ฟังเรื่องนี้) และกับภาพยนตร์เรื่องนี้อีก เป็นเรื่องที่เตือนให้นึงถึงเรืองที่ผมเขียนถึง การทำทุกวันให้ดีที่สุด ทั้งกับตัวเองและคนรอบข้าง 23rd years old man วันนี้ผมยังยืนยันและเชื่อมั่นในเรื่องนี้อยู่ และอยากจะเตือนทุกๆคน ลองคิดลองทำดูอีกครั้งนะครับ ขอบคุณครับ
 
 
ปล. เพิ่มเติมหนึ่งย่อหน้า ย่อหน้าแรกของสปอยด์ ณ 11/11/2009 18:23