Monthly Archives: September 2009

เครียด vs ฮา

หลังจากเงียบหายกับการดูหนังไปนาน เนื่องจากไม่มีหนังเรื่องไหนน่าสนใจเลยในช่วงที่ผ่านมาก่อนหน้า ตอนนี้หนังที่น่าสนใจ หน้าดูกลับมาเป็นโขยงให้ดูกันไม่ทันเลยทีเดียว อาทิตย์ที่ผ่านมาไปเก็บมา 2 เรื่อง

District9

ด้วยความที่ไม่ได้ดูหนังเลย ก็จะขาดการติดตาม trailer ขัองเรื่องที่จะเข้าใหม่ไป ทำให้ไม่ได้เห็น trailer เรื่องนี้มาก่อน จะกระทั่งได้ยินคำร่ำลือ ผ่านทาง twitter และได้ดู trailer หนึ่งรอบบน รถไฟฟ้า BTS บวกกับคะแนนที่ imdb ในวันช่วงนั้นอยู่ที่ 8.5 เลยทีเดียว ก็เลยรู้สึกว่าพลาดไม่ได้ซะแล้ว

เรื่องนี้เป็นหนัง sci-fi เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของมนุษย์โลก และมนุษย์ต่างดาวที่มาอยู่ในฐานะ ผู้ขอพักอาศัย รับความอนุเคราะห์

ดูออกมาแล้ว ก็ชอบมากครับ สมคำร่ำรือ หนังเรื่องนี้มีเกือบทุกรสชาด ที่หนังในแนวนี้สามารถมีได้เลย มีทั้ง ตื่นเต้น กดดัน เครียด ซึ้ง มัน มิตรภาพ การเอารัดเอาเปรียบ สงคราม อาชญากรรม การหักหลัง ขยะแขยง ไฮเทค กล้องส่าย ฯลฯ อารมณ์ที่เห็นชัดเจนว่าขาดไป อยู่อย่างเดียว คือ ตลก (แน่สิ ลองมีตลกมา คงเสียคะแนนไปเยอะ)

หลายๆคน กล่าวว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สะท้อนถึง ปัญหาสิทธิมนุษย์ชน อย่างชัดเจน ว่าผู้ที่มีโอกาสดีกว่า เอารัดเอาเปรียบผู้ที่ด้อยโอกาส แต่ผมว่าปัญหาอย่างนี้ก็ต้องดูเป็นกรณีๆ ไป เราไม่เอาเปรียบเค้า แต่ถ้าเค้ามารุกล้ำเราก็ต้องป้องกันตัวเป็นธรรมดา

ถึงยานอวกาศจะเท่ แต่ไม่แนะนำให้พาเด็กไปดูครับ มีฉากเอาอาวุธจ่อกันหลายครั้ง ค่อนข้างเครียดและกดดันมาก

 

The Proposal

เรื่องนี้ที่ต้องไปดูเพราะได้ยินมาว่าโอเค เป็น Romantic-Comedy แนวที่ชอบที่สุด แต่ช่วงหลังเรื่องที่ดีๆ หาดูได้ยากเต็มที

เป็นเรื่องของการโดนบังคับแต่งงานของผู้ช่วยหนุ่มจอมขยัน โดยเจ้านายสาวสุดเฮี๊ยบ เพื่อที่เจ้านายจะได้ไม่โดนขับออกนอกประเทศ จากเรื่องสัญชาติมีปัญหา

เรื่องนี้ถ้าดูกันจริงๆ แล้ว เนื้อหาสาระมีน้อยมาก แถมจุดที่แหม่งๆ ก็มีค่อนข้างเยอะ แต่ความน่ารักชนะเลิศครับ

ดูแล้วเพลิดเพลินไปกับการแสดงของสองตัวละครหลัก ที่ทั้งน่ารัก และเรียกเสียงฮาของผู้ชม จนคนข้างๆผมแทบจะตกเก้าอี้ ทำให้ลืมจุดด้อยต่างๆ ไปได้หมด รู้สึกตัวอีกที อ้าวจบแล้วหรอ รู้สึกว่าเร็วมาก ทั้งๆ ที่หนังก็ความยาวปกติ

ถ้าอยากดูหนังเพลินๆ น่ารักๆ คลายเครียด เรื่องนี้ก็แนะนำครับ


เนือยๆ เหนื่อยๆ -> นิ่งๆ เฉยๆ

สองสามวันที่ผ่านมานี้รู้สึกว่าตัวเองทำงานได้น้อยมาก ทำงานเนือยๆ งานเดินช้า productivity ตก แต่กลับรู้สึกเหนื่อยกว่าปกติ ก็ไม่ได้เอะใจว่าเป็นเพราะอะไร

ในตอนแรกก็คิดว่า สาเหตุเกิดจากความกังวลเพราะงานใกล้ถึงกำหนดส่ง ซึ่งส่วนตัวมีความรู้สึกกลัวว่ามันจะไม่สมบูรณ์ทันกำหนดนั้น ซึ่งเรื่องนี้นั้นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่ง

แต่มีอีกสาเหตุหนึ่ง ที่เมื่อสักครู่พอได้นอนพักอยู่นิ่งๆ ก็คิดขึ้นมาได้ "หรือว่าเราเหนื่อยเกินไป"

คนรอบๆ ตัวผม อาจจะได้ยินผมพูดบ่อยๆ ว่า ช่วงนี้ชีวิตผมมีความสุขมากกับงานที่ทำ เพราะได้ทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่อยากทำ ทำงานเหมือนไม่ได้ทำ ถ้าคุณเป็นคนในกลุ่มนี้ อาจจะสงสัยว่า แล้วผมเหนื่อยอะไร

ช่วงสองสามปีหลังนี้ผมเป็นคนขี้เหนียวเวลามาก สาเหตุจากปัจจัยหลายๆ อย่าง แต่พอสรุปได้ว่า เนื่องมาจากผมเป็นคนมากจากฐานะปานกลาง ที่มีพื้นฐานความคิดที่อยากทำรายได้ให้ขึ้นไปถึงระดับที่ผมพอใจระดับหนึ่งให้เร็วที่สุด แต่จากที่ทราบกันดีกว่า ผมไม่ชอบที่จะต้องทุกข์ทรมาน หรือทำงานหนักเกินไปเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายนั้น แนวคิดในการทำให้บรรลุจุดหมายดังกล่าวของผมคือ พยายามทำอะไรทุกอย่างๆ เต็มที่ แค่นั้นพอ ถ้าเราทำเต็มที่แล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของมัน เราทำอะไรไม่ได้ดีกว่านี้อีกแล้ว ทุกๆ เวลาที่ว่างผมจึงไม่ปล่อยให้ว่าง พยายามทำสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นสาระ ผมพยายามพัฒนาความสามารถในด้านการเขียนและพัฒนาโปรแกรมของผม (ขอย้ำว่า "พยายาม" – พยายามไม่ได้บอกว่าสำเร็จ) จากเหตุผลด้านความชอบ และคิดว่าถ้าผมเก่งแล้วอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตน่าจะดำเนินไปได้อย่างราบเรียบมากขึ้น (ตามความคิดแนวที่ว่า "ถ้ามีความสามารถจริง อยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่อดตาย") ผมตัดกิจกรรมหลายๆ อย่างที่ผมคิดว่าไม่จำเป็นออกไป โดยคิดว่าไม่ต้องทำมันเราก็อยู่ได้

ผมกลายเป็นคนขี้เหนียวเวลา ที่ระหว่างเดินทางถ้าอ่านหนังสือได้ ก็จะอ่านหนังสือ text ถ้าอ่านไม่ได้ก็จะฟังเพลง,วิทยุ กินข้าวคนเดียวต้องมีอะไรอ่าน หรือแม้กระทั่งเข้าห้องสุขา ก็เอาคอมเข้าไปเล่น หรือหนังสือ text เข้าไปอ่าน ผมไม่มีเวลาที่อยู่นิ่งๆ เฉยๆ เลย เวลาอยู่นิ่งๆ เฉยๆ ของผมหายไป

สิ่งเหล่านี้นี่แหละ ที่ทำให้ผมคิดว่าเป็นสาเหตุของความเหนื่อยในวันนี้ ทำให้ผมกลายเป็นคนที่ใช้เวลาทุกนาที แต่ใช้ได้ไม่คุ้มค่า นั่งทำงานแต่งานเดินไปได้ช้ามาก กลายเป็นการเสียเวลาอย่างแอบแฝงไป

กลับมาเข้าเรื่องที่ผมเกริ่นไปในตอนต้นว่า วันนี้ผมได้รู้แล้วว่า สิ่งที่ผมทำผิดพลาดไป คือ ผมเพิกเฉยกับเวลาช่วงนึงที่สำคัญสำหรับการดำรงชีวิตไป เวลาของการ "อยู่นิ่งๆ เฉยๆ" ทบทวนว่าเราทำสิ่งใดมา ตระหนักว่าเราทำสิ่งใดอยู่ และวางแผนว่าเราจะทำสิ่งใดต่อไป

การไม่ได้ทบทวนว่าทำอะไรไป ทำให้เราไม่รู้ว่าเราทำอะไรไปบ้าง ทำอะไรผิดพลาดบ้าง ทำให้มีโอกาสผิดพลาดซ้ำซ้อนได้

การไม่ได้ทบทวนว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทำให้เราขาดแรงกระตุ้น และสมาธิในการทำสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

การไม่ได้วางแผนว่าต่อไปจะทำอะไร ทำให้ผมทำปัจจุบันอย่างเรื่อยเปื่อย เพราะไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปอย่างไร ทั้งก้าวสั้นๆ และก้าวยาว

ต่อไปผมคงต้องแบบเวลาให้กับกิจกรรม นิ่งๆ เฉยๆ อันนี้ของผมทุกๆ วัน ตั้งหลักใหม่ ผมมั่นใจว่าทุกๆ อย่างคงค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

ความรักของเสกสรรค์

มีเนื้อหา blog นึงอ่านแล้วโดนใจมาก อยากเอามาแป๊ะเก็บไว้อ่านเอง เหลือบไปเห็น CC-BY ก็เลยจัดมาเลย

จาก http://www.jongblog.com/

มีคนฝากถามมา อยากให้อาจารย์พูดถึงเรื่องความรักน่ะครับ

เสกสรรค์: ความรักที่ขยายมาจากอัตตา
ที่มีอยู่ทั่วไปในสังคม ไม่ว่าระหว่างชายหญิง ระหว่างพ่อแม่กับลูก
ระหว่างพี่น้องเพื่อนฝูงหรือระหว่างใครก็ตาม มันเต็มไปด้วยเงื่อนไขผูกมัด
แต่ละฝ่ายจะต้องตอบสนองความคาดหวังของกันและกันอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งถ้าแลกเปลี่ยนลงตัวก็อาจพออยู่ด้วยกันได้
แต่ถ้าเสียสมดุลเมื่อไหร่ก็อาจแตกร้าวสิ้นสุดโดยง่าย
ความรักแบบนี้นอกจากไม่ยั่งยืนแล้วยังเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์
โดยเฉพาะความรักระหว่างชายหญิงนี่
ตราบใดที่มันยังล้อมรอบอัตตาแล้วมุ่งเอาอีกฝ่ายหนึ่งมาสนองความพอใจ
มันจะเต็มไปด้วยความทุกข์
เพราะทั้งคู่จะแข่งกันดูดซับพลังของอีกฝ่ายหนึ่งจนถึงจุดทนไม่ไหว
รู้สึกถูกจับเป็นตัวประกันทางอารมณ์ สูญเสียอิสรภาพ
และต้องเสียค่าไถ่ถอนตัวเองอย่างไม่รู้จบ
สุดท้ายมันจึงลงเอยด้วยความแตกแยกกระทั่งแตกหักอย่างรุนแรง

ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าความรักที่เป็นแรงปรารถนาทางอารมณ์ล้วนๆ
อาจไม่พอเพียงที่จะทำให้มันเปี่ยมสุขและยั่งยืน
มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นในการนำคนสองคนมาพบกันได้
แต่ก็มีความสับสนอยู่ตลอดเวลาระหว่างความรักคนอื่นกับรักตัวเอง
ถ้าจะให้ยกระดับเป็นรักแท้และพยายามหลีกเลี่ยงสภาวะแบบสองศูนย์อำนาจ
ก็คงจะต้องแปรเป็นความรักทางจิตวิญญาณหรือกึ่งจิตวิญญาณให้ได้
ก่อนจะสายเกินไป

ความรักทางจิตวิญญาณหมายถึงความรักที่เลิกยึดถือ ตนเองเป็นศูนย์กลาง
แต่ถือคนที่เรารักเป็นตัวตั้งโดยเราไม่มีข้อเรียกร้อง
ไม่มีความต้องการจะใช้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นวัตถุรองรับความรัก
เราเป็นหนึ่งเดียวกับเขาในแง่นี้
เราไม่แยกตัวเป็นความปรารถนาอีกชุดหนึ่งจากภายนอก
หากอนุญาตให้ความรักแผ่รังสีมาจากความสงบในใจเรา
เป็นความรักที่มาจากความปรารถนาดี เมตตากรุณา ปราศจากเงื่อนไข
ความรักในขั้นจิตวิญญาณนี้เป็นสิ่งที่ต้องเพียรพยายามปฏิบัติ
จึงจะเข้าใจและเกิดผล มันเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางธรรม
ซึ่งแม้ทำไม่ได้ถึงที่สุด มีสติไว้บ้างก็ยังดีกว่าไม่ยอมหันหน้ามาทิศนี้เลย

คือ ผมมีแนวคิดตรงกับเนื้อหาข้างต้นนี้เป๊ะเลย แต่ไม่สามารถอธิบายได้แบบนี้ จึงขอเก็บเอาไว้เป็น reference เวลาต้องไปพูดเรื่องนี้กับคนอื่น ขอขอบคุณผู้คิด,เขียน มา ณ ที่นี้ด้วยครับ