หนีตาม-ดัมเบิลดอร์

อาทิตย์นี้ไปดูหนังมาอีกสองเรื่อง มีอะไรจะเขียนถึงนิดๆ หน่อยๆ รีบมาเขียนก่อนที่จะลืม

Harry Potter and The half blood prince

เรื่องนี้คงไม่ต้องพูดกันมาก และไม่ได้คาดหวังอะไรไว้มากอยู่แล้ว เพราะตลอด 5 ภาคที่ผ่านมาก็ไม่ได้ประทับใจเท่าไหร่ แต่เหมือนอยู่ในสถานะ "ต้องดู" เท่านั้น ในฐานะผู้ติดตามฉบับเล่มคนนึง

แต่จริงๆ แล้วก็แอบประทับใจกับ trailer ที่ดูมืดๆ ทึมๆ อยู่พอสมควร รู้สึกว่าตัวหนังน่าจะขลังและเข้มข้น

ดูจบออกมาแล้วก็รู้สึกว่าหนังไม่ได้ต้องการจะให้พีคเท่าไหร่ เหมือนกับตั้งใจจะพูดทางไปสู่ภาคต่อไป เนื้อหาก็คิดว่าตัดมากตามปกติ เนื่องจากจำอะไรจากที่อ่านไม่ค่อยได้เลย -_-"

– ชอบที่ตัวหนังใส่ใจกับบุคลิกและอารมณ์ของตัวละครหลักมากขึ้น ในส่วนคนแสดงเป็นเดรโกทำได้ดีทีเดียว
– ชอบฉากดัมเบิลดอร์ใช้เวทย์มนต์มาก ดูทรงพลังโคตรๆ
– ลูน่าน่ารักมาก
– ในหนังสือมันอธิบายถึงกอดจูบกันทุกมุมมืดอย่างนี้ด้วยหรอ?

 
 

Dear Galileo

เรื่องนี้เหล่าหนุ่มๆ ทั้งหลาย พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไปดูนักแสดงนำก็เพียงพอแล้ว ซึ่งเป็นอย่างนั้นจริงๆ

สำหรับคนที่ชอบ ต่ายกับเต้ย สองคนนี้อยู่ไม่ผิดหวังแน่นอน จะไม่ขอพูดถึงมาก

มาที่เรื่องย่อกันก่อน

เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของสองสาว ที่มีปัญหาหนักอกอยู่ที่ประเทศไทย เลยตัดสินใจ ไปเที่ยวเล่น ทำงาน ที่ประเทศในโซนยุโรป

สิ่งที่อยากพูดถึง เกี่ยวกับประเด็นภายในเรื่อง (สปอยด์แน่นอน)

หนังเรื่องนี้เล่นเรื่องความสัมพันธ์ในหลายๆๆ ด้าน เพื่อน-เพื่อน, ลูก-ครอบครัว, ชาย-หญิง, เจ้านาย-ลูกน้อง, คนขาย-ลูกค้า, ลูกศิษย์-อาจารย์, คนแปลกหน้า, คนต่างชาติ, คนดังที่เราชื่นชอบ (มีอีกหรือเปล่าไม่แน่ใจ) จุดที่ชอบคือความสัมพันธ์ที่เค้าเอามาเล่นเหล่านี้ ค่อนข้างจับต้องได้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เห็นได้จริงๆ ในสังคมปัจจุบัน ในหลายๆ ตอนก็คงจี๊ดแทงใจดำใครหลายๆ คน

และจากประเด็นที่เราพบเจอได้จริงๆ ในปัจจุบัน ที่เอามาเล่นนั้น ก็สามารถสร้างเป็น dialog บทสนทนาที่เฉียบคมได้ การทะเลาะกัน ปะทะคารมณ์กัน ฟังจากเหตุผลทั้งคู่ ตรรกะที่เอามาเถียงกันนั้นน้ำหนัก หนักแน่นทั้งสองฝ่าย แทบจะตัดสินไม่ออกว่าใครถูกใครผิด แต่สุดท้ายก็จะตบด้วยจุดที่สิ่งที่ถูกก็เหลื่อมมาเฉือนชนะให้เห็นได้ อย่างสวยงาม

บทสนทนาที่ Pisit (เรย์) พูดว่าตอนนี้เค้ากำลังใช้ชีวิต และว่าพวกสองสาวว่า มาถึงนี่แล้วมาหั่นหมูหั่นผัก ค่อนข้างตรงกับปรัชญาส่วนตัวมากๆ ที่ถ้าคนอยู่รอบข้าง จะได้ยินแท็ปพูดถึงบ่อยๆ ว่า "ไม่ชอบทฤษฎีที่ว่า อดทนวันนี้ เพื่อสุขสบายในวันหน้า"

เราจะรู้หรือว่าวันนี้จะไม่ใช่วันสุดท้ายของเรา ทำสิ่งที่ถูกที่ควร แบ่งความสุขในอนาคตมาใช้ให้วันนี้ ไม่ต้องระทมทุกข์ ทำความสุขขึ้นมา ก็ใช้มันบ้างในวันนี้ เก็บไว้บ้างเพื่อวันต่อๆไป น่าจะดีที่สุด

– ชอบจริงๆ กับประโยคที่บอกว่า "ผิดก็คือผิด" ทำผิดยังไงก็คือทำผิด ถึงแม้เค้าจะผิดด้วย ก็ไม่ได้หมายความว่าความผิดของเราจะลดลงไป

– เรื่องนี้ทำให้คิดได้ว่า จริงๆ แล้ว การไม่บอก บางครั้งก็ไม่ต่างกับการโกหก โดยเกณฑ์ที่ใช้วัดก็คือ หากสิ่งที่เราปิดบังนั้น ปิดบังเพราะคิดว่าถ้าพูดไปแล้วผู้ฟังจะไม่พอใจ นั่นแหละคือการโกหกแล้ว

จบส่วน spoil

ตัวหนังดูอาจจะไม่มีอะไรเหมือนสองสาวพาเที่ยว ตอนดูก็เพลิดเพลินดี มีจุดของเนื้อเรื่องที่ไม่ค่อยจะ make sense ว่าทำไมตัวละครทำเช่นนี้ ตัดสินใจเช่นนี้บ้าง แต่พอได้กลับมาขบคิดก็มีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง

ชอบครับ

ปล. หลังจากนี้แล้ว จากการดูโปสเตอร์รอบๆ โรง และหนังตัวอย่าง ดูเหมือนจะไม่มีหนังน่าดูไปอีกซักระยะเลย

Advertisements

2 thoughts on “หนีตาม-ดัมเบิลดอร์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s