Monthly Archives: July 2009

หนีตาม-ดัมเบิลดอร์

อาทิตย์นี้ไปดูหนังมาอีกสองเรื่อง มีอะไรจะเขียนถึงนิดๆ หน่อยๆ รีบมาเขียนก่อนที่จะลืม

Harry Potter and The half blood prince

เรื่องนี้คงไม่ต้องพูดกันมาก และไม่ได้คาดหวังอะไรไว้มากอยู่แล้ว เพราะตลอด 5 ภาคที่ผ่านมาก็ไม่ได้ประทับใจเท่าไหร่ แต่เหมือนอยู่ในสถานะ "ต้องดู" เท่านั้น ในฐานะผู้ติดตามฉบับเล่มคนนึง

แต่จริงๆ แล้วก็แอบประทับใจกับ trailer ที่ดูมืดๆ ทึมๆ อยู่พอสมควร รู้สึกว่าตัวหนังน่าจะขลังและเข้มข้น

ดูจบออกมาแล้วก็รู้สึกว่าหนังไม่ได้ต้องการจะให้พีคเท่าไหร่ เหมือนกับตั้งใจจะพูดทางไปสู่ภาคต่อไป เนื้อหาก็คิดว่าตัดมากตามปกติ เนื่องจากจำอะไรจากที่อ่านไม่ค่อยได้เลย -_-"

– ชอบที่ตัวหนังใส่ใจกับบุคลิกและอารมณ์ของตัวละครหลักมากขึ้น ในส่วนคนแสดงเป็นเดรโกทำได้ดีทีเดียว
– ชอบฉากดัมเบิลดอร์ใช้เวทย์มนต์มาก ดูทรงพลังโคตรๆ
– ลูน่าน่ารักมาก
– ในหนังสือมันอธิบายถึงกอดจูบกันทุกมุมมืดอย่างนี้ด้วยหรอ?

 
 

Dear Galileo

เรื่องนี้เหล่าหนุ่มๆ ทั้งหลาย พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไปดูนักแสดงนำก็เพียงพอแล้ว ซึ่งเป็นอย่างนั้นจริงๆ

สำหรับคนที่ชอบ ต่ายกับเต้ย สองคนนี้อยู่ไม่ผิดหวังแน่นอน จะไม่ขอพูดถึงมาก

มาที่เรื่องย่อกันก่อน

เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของสองสาว ที่มีปัญหาหนักอกอยู่ที่ประเทศไทย เลยตัดสินใจ ไปเที่ยวเล่น ทำงาน ที่ประเทศในโซนยุโรป

สิ่งที่อยากพูดถึง เกี่ยวกับประเด็นภายในเรื่อง (สปอยด์แน่นอน)

หนังเรื่องนี้เล่นเรื่องความสัมพันธ์ในหลายๆๆ ด้าน เพื่อน-เพื่อน, ลูก-ครอบครัว, ชาย-หญิง, เจ้านาย-ลูกน้อง, คนขาย-ลูกค้า, ลูกศิษย์-อาจารย์, คนแปลกหน้า, คนต่างชาติ, คนดังที่เราชื่นชอบ (มีอีกหรือเปล่าไม่แน่ใจ) จุดที่ชอบคือความสัมพันธ์ที่เค้าเอามาเล่นเหล่านี้ ค่อนข้างจับต้องได้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เห็นได้จริงๆ ในสังคมปัจจุบัน ในหลายๆ ตอนก็คงจี๊ดแทงใจดำใครหลายๆ คน

และจากประเด็นที่เราพบเจอได้จริงๆ ในปัจจุบัน ที่เอามาเล่นนั้น ก็สามารถสร้างเป็น dialog บทสนทนาที่เฉียบคมได้ การทะเลาะกัน ปะทะคารมณ์กัน ฟังจากเหตุผลทั้งคู่ ตรรกะที่เอามาเถียงกันนั้นน้ำหนัก หนักแน่นทั้งสองฝ่าย แทบจะตัดสินไม่ออกว่าใครถูกใครผิด แต่สุดท้ายก็จะตบด้วยจุดที่สิ่งที่ถูกก็เหลื่อมมาเฉือนชนะให้เห็นได้ อย่างสวยงาม

บทสนทนาที่ Pisit (เรย์) พูดว่าตอนนี้เค้ากำลังใช้ชีวิต และว่าพวกสองสาวว่า มาถึงนี่แล้วมาหั่นหมูหั่นผัก ค่อนข้างตรงกับปรัชญาส่วนตัวมากๆ ที่ถ้าคนอยู่รอบข้าง จะได้ยินแท็ปพูดถึงบ่อยๆ ว่า "ไม่ชอบทฤษฎีที่ว่า อดทนวันนี้ เพื่อสุขสบายในวันหน้า"

เราจะรู้หรือว่าวันนี้จะไม่ใช่วันสุดท้ายของเรา ทำสิ่งที่ถูกที่ควร แบ่งความสุขในอนาคตมาใช้ให้วันนี้ ไม่ต้องระทมทุกข์ ทำความสุขขึ้นมา ก็ใช้มันบ้างในวันนี้ เก็บไว้บ้างเพื่อวันต่อๆไป น่าจะดีที่สุด

– ชอบจริงๆ กับประโยคที่บอกว่า "ผิดก็คือผิด" ทำผิดยังไงก็คือทำผิด ถึงแม้เค้าจะผิดด้วย ก็ไม่ได้หมายความว่าความผิดของเราจะลดลงไป

– เรื่องนี้ทำให้คิดได้ว่า จริงๆ แล้ว การไม่บอก บางครั้งก็ไม่ต่างกับการโกหก โดยเกณฑ์ที่ใช้วัดก็คือ หากสิ่งที่เราปิดบังนั้น ปิดบังเพราะคิดว่าถ้าพูดไปแล้วผู้ฟังจะไม่พอใจ นั่นแหละคือการโกหกแล้ว

จบส่วน spoil

ตัวหนังดูอาจจะไม่มีอะไรเหมือนสองสาวพาเที่ยว ตอนดูก็เพลิดเพลินดี มีจุดของเนื้อเรื่องที่ไม่ค่อยจะ make sense ว่าทำไมตัวละครทำเช่นนี้ ตัดสินใจเช่นนี้บ้าง แต่พอได้กลับมาขบคิดก็มีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง

ชอบครับ

ปล. หลังจากนี้แล้ว จากการดูโปสเตอร์รอบๆ โรง และหนังตัวอย่าง ดูเหมือนจะไม่มีหนังน่าดูไปอีกซักระยะเลย

บรรยากาศบริษัท

พี่แน็ท @llun เก็บๆ ไว้ ชักเริ่มเยอะ แล้วก็ชักเริ่มจะตกไปแล้วด้วย ก่อนที่จะหายไปเลยอยากจะรวบรวมไว้ตรงนี้

ข้างล่างนี้เป็น series ภาพ ตุ๊กตาประกอบทั้งหมด โดย อรุช @aruj_org

จริงๆ ยังมีโดเรมอนอีกตัวแต่ยังไม่ปรากฎในภาพเหล่านี้

http://twitpic.com/73q5i
http://twitpic.com/73q6d
http://twitpic.com/6ykzh
http://twitpic.com/6vuna
http://twitpic.com/6vtu8
http://twitpic.com/6vtkk
http://twitpic.com/6vtfz
http://twitpic.com/aqwu8
http://twitpic.com/aqy7u

ส่วนข้างล่างนี้เป็นคลิปปล่อยมุกกันเล็กๆ น้อยๆ

  

  

จริงๆ มีคลิปเสียงอีก แต่คิดว่าคงขี้เกียจฟังกัน ไม่เอามาลงละกัน

วันนี้แค่นี้ก่อน มีอะไรจะเอามาอัพเดตกันอีก

ลืม

วันนี้อยู่ดีๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ลืมเขียนถึงหนังที่ไปดูอีกเรื่องนึง อยู่ระหว่าง Star Trek กับ UP แย่เลย ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยนะเนี้ย

Terminator Salvation

หนังชุดคนเหล็กนี้เป็นหนังกลุ่มที่เก่าที่สุดเท่าที่จำได้ว่าเคยดูในสมัยเด็ก สำหรับภาค 1 – 2 แต่ก็จำเนื้อหาไม่ค่อยได้แล้ว จนกระทั่งได้มีโอกาสดูภาค 3 ก็ติดใจ และพอเห็นตัวอย่างภาค 4 ก็คิดว่าคงจะไปดูให้ได้ เพราะประทับใจกับฉากจบหักมุมของภาค 3

แต่พอดูออกมาแล้วก็รู้สึกเฉยๆ พอดูได้สำหรับภาคนี้ สิ่งที่ชอบที่สุดก็คงเป็นบรรยากาศ อารมณ์ของเมืองที่ถูกหุ่นยนต์ยึดครอง แต่ส่วนอื่นๆ ทั้งเนื้อเรื่อง และความเท่ของพระเอก ไม่ประทับใจเท่าไหร่

คงแค่นี้แล้วกัน เรื่องนี้ ถือว่ามาแก้ตัว ที่ลืมไป

The Conflict

ช่วงนี้รู้สึกว่าเลือกหนังที่จะดูมากขึ้น คราวนี้ก็ไปดูมาสองเรื่อง
เรื่องแรกไปดูมาสักพักแล้ว แต่ที่ผ่านมาค่อนข้างยุ่ง ไม่มีเวลามาเขียนถึง
ส่วนอีกเรื่องเพิ่งไปดูกลับมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้นี่เอง

มาเริ่มกันที่เรื่องแรกกันเลย

UP

เรื่องนี้คิดว่าคงไม่ต้องพูดอะไรมาก คิดว่าทุกคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดี และส่วนมากคงได้มีโอกาสรับชมกันแล้ว

ในส่วนตัวแท็ปดูเรื่องนี้แล้วถึงกับน้ำตาซึมทีเดียว (ถือว่าสปอยด์หรือเปล่าเนี้ย 55) ไม่เสียแรงที่มาจาก Disney Pixar ค่ายที่แท็ปคาดหวังกับเนื้อเรื่องไว้มาก เพราะถือว่าทำ Animation ได้เนื้อเรื่องเข้มที่สุด ไม่เนื้อหาง่อยๆ เหมือน animation เจ้าอื่นๆ แน่นกว่าหนังคนแสดงหลายๆ เรื่องด้วยซ้ำ

ตรงนี้ก็จะขอเล่าถึงจุดที่ชอบไม่ชอบต่างๆ ละกัน

สปอยด์อย่างแน่นอน เหมาะสำหรับคนที่ดูมาแล้ว เพราะไม่งั้นคงอ่านไม่รู้เรื่อง

ชอบ

Partly cloudy การ์ตูนเปิดเรื่อง เพียงแค่ไม่กี่นาที แต่เนื้อหาสาระครบถ้วน จี๊ดจริงๆ โดยเนื้อหาสื่อถึง การใช้ชีวิตคู่ ที่บางครั้งอาจจะมีผิดพลาด ผิดพลั้ง ในบางเรื่องก็ไม่ดีเหมือนคู่อื่นๆ บ้าง แต่ถ้ารักกันจริง ก็ยังสามารถอยู่ร่วมกันต่อไปได้ เพียงแค่เข้าใจและยอมรับจุดด้อยของกันและกัน มองเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก มองเรื่องเล็กให้ไม่เป็นเรื่อง มองเรื่องแย่ให้เป็นเรื่องดี ก็จะสามารถอยู่ด้วยกันต่อไปได้นานเท่านานแล้ว

ฉากที่ทำให้ร้องไห้ ส่วนตัวมีสองฉาก

ฉากแรก ฉากเรื่องสั้นเล่าชีวิตคู่ มันเจ๋งมาก เพียงแค่ไม่กี่นาทีเช่นกัน กับการ์ตูนเงียบ แต่ทรงพลังยิ่งนัก ประเด็นที่ทำให้จี๊ดมาก คือ ฉากทุบออมสิน เมื่อมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงิน เพราะส่วนตัวสำหรับชีวิตคู่ก็หวังเพียงแค่นั้นเอง ขอเพียงทั้งสองคนเข้าใจ ใช้ชีวิตทุกวันอย่างมีความสุข เงินมีพอบ้างไม่พอบ้างก็ถือเป็นรสชาดของชีวิต มีเงินก็เสพสุขด้วยกัน ไม่มีเงินก็ประหยัดด้วยกัน กินข้าวคลุกน้ำปลาด้วยกัน (แต่จะมีผู้หญิงคนไหน ที่จะเห็นด้วยกับเรื่องนี้มั้ยเนี้ย คงไม่มี 55)

ฉากที่สอง ฉากที่พระเอก เปิดสมุดเก็บความฝันของแฟน แล้วพบว่ามีบันทึกเรื่องราวการใช้ชีวิตกับตัวเขาอยู่ พร้อมกับลงท้ายว่า ขอบคุณที่ผจญภัยด้วยกันมา จากนี้ขอให้เธอออกผจญภัยต่อไปนะ (เนื้อหาคงผิดเพี้ยน) เหตุที่ชอบเพราะ แฟนของพระเอกให้น้ำหนักกับการใช้ชีวิตร่วมกับพระเอก สูงกว่าความฝันในชีวิตของตัวเองอีก ถือว่าเป็นความสุขที่สุดที่ต้องการในชีวิตแล้ว

ตรงนี้อยากฝากไปถึง คนที่ทำงาน เรียน หรือทุ่มเทอะไรหนักๆ อยู่ อยากให้ลองคิดว่าสุดท้ายแล้วเราทำสิ่งนี้เพื่ออะไร สุดท้าย ถ้าเราทำสิ่งพวกนี้สำเร็จแล้วเนี้ย ชีวิตเราจะถือว่ามีความสุขแล้วหรือ ส่วนตัวแท็ปใช้ชีวิตโดยคิดว่า การที่เราเกิดมามีเวลาคนละ 24 ชั่วโมงเนี้ย จุดมุ่งหมายคือเพื่อสร้างสรรค์ ความสุขให้แก่ชีวิตมากที่สุด ถ้าต้องทนกับความทุกข์แสนสาหัสในวันนี้ เพื่อความสุขในวันพรุ่งนี้ ไม่ใช่สไตล์แท็ปซักเท่าไหร่ ฝากไว้ด้วยแล้วกัน วันสุดท้ายที่เราประสบความสำเร็จ ถ้าไม่มีใครอยู่ข้างๆ คงไม่มีความหมายอะไรเลย

ชักออกทะเลแหะ

มาถึงจุดที่ไม่ชอบกันบ้าง

ไม่ชอบ

ช่วงที่ผจญภัยในป่า ไม่รู้ทำไม แต่ไม่สนุก

เรื่องไม่ชอบก็มีแค่นี้แหละ

อีกเรื่องนึงที่อยากเล่าถึง คือ ตอนนี้หลังจากดู Animation มาหลายเรื่อง แค่เห็นหน้าตาผู้ร้ายตอนต้นเรื่อง ก็รู้ละว่าผู้ร้ายชัวๆ หน้าตาบ่งบอกมากๆ เก่งจริงๆ สำหรับคนออกแบบตัวละคร

หมดเขตสปอยด์
  
สำหรับเรื่อง UP คงจบแค่นี้ มาถึงเรื่องต่อไป ที่เพิ่งไปดูมาสดๆ ร้อนๆ กันบ้าง

Departures

เรื่องนี้เป็นเจ้าของรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมในปีที่ผ่านมา

เป็นเรื่องราวของชายที่ผันตัวจากความฝัน การเป็นนักดนตรีเชลโล่ (ที่ไม่เก่ง) ไปสู่อาชีพคนทำศพ

ตอนที่จะไปดูก็คิดว่าหนังคงเป็น theme หม่นๆ เห็นเกี่ยวกับศพ เกี่ยวกับการทำศพ แต่พอดูมาแล้วไม่ใช่เลย ตัวหนังค่อนข้างดูสบาย ให้เนื้อหาเป็นตัวดึงอารมณ์ด้วยตัวมันเอง มีมุกตลกแฝงด้วยปะปราย ค่อนข้างชอบทีเดียว

จะเล่ายังไงดี เอาเป็นว่าเล่าถึงจุดที่โดนใจละกัน คือ อาชีพของพระเอกเนี้ย คือ อาชีพแต่งตัวแต่งหน้าศพก่อนจะนำลงโลง ซึ่งใครที่ไม่เคยเห็นพิธีนี้ ก็จะไม่เข้าใจ หาว่าทำมาหากินกับศพบ้าง งานสกปรกบ้าง แม้กระทั่งแฟนของพระเอกที่รักกันมากเองก็ตาม แต่สุดท้ายใครที่ได้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นศพญาติของตัวเองแล้วหละก็ จะต้องทราบซึ้งและขอบคุณสำหรับการทำศพนี้กันทุกคน เพราะเค้าจะแต่งศพให้ดูดีมากๆ ต่อหน้าญาติ โดยเริ่มไปตั้งแต่เช็ดตัวให้ศพ เปลี่ยนชุดสวยๆ ให้แก่ศพ (ทั้งหมดมีขั้นตอนการทำอย่างดี ไม่ให้เปิดเผยผิวกายศพ) ไปจนถึงการแต่งหน้า มันทำให้ศพดูเหมือนกลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งเพื่อให้ญาติๆ ได้บอกลาเป็นครั้งสุดท้าย

สาเหตุที่โดนใจจุดนี้ คือ ช่วงแรกที่พระเอกทำงาน โดนแรกกดดันจากคนรอบข้าง ทั้งแฟนที่รักกันมาก ไม่เข้าใจบังคับให้เลิก ถึงขั้นหนีไป เพื่อนที่มาพูดจากเหยียดหยันว่าให้เลือกอาชีพให้ดีๆ หน่อย แต่เขารู้ว่าสิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้อง เขาจึงยืนยันทำมันต่อไป และสุดท้ายก็ได้ แสดงให้ทุกๆ คนเห็นและเข้าใจ ชอบตรงจุดนี้จริงๆ

สำหรับเรื่องนี้ก็คงประมาณนี้หละกัน คงเชียร์ให้ไปดูกันเอง ที่โรงเครือ Apex

  

พอเขียนมาถึงจุดนี้อยู่ดีๆ ก็นึกได้ว่า จุดที่เราอธิบายว่าหนังสองเรื่องนี้เราชอบอะไรเนี้ย กลายเป็นความมันขัดกัน เรื่องนึงเราบอกว่าอย่าทำตามความฝันจนลืมคนรอบข้าง อีกเรื่องนึงเราบอกว่าให้มั่นใจและมั่นคง ถ้าคิดว่าทำสิ่งที่ดีที่ถูกแล้ว ไม่ต้องสนใจคนรอบข้าง

55 ก็แปลกดีนะ แต่นี่แหละชีวิตคน ไม่มีอะไรตายตัว สถานการณ์หนึ่งเราเลือกที่จะทำ จะตัดสินใจอย่างนึง อีกสถานการณ์หนึ่ง ที่มีบริบทเหมือนกัน เราอาจจะไม่ตัดสินใจเหมือนเดิมก็ได้ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้คนยังแตกต่างกับคอมพิวเตอร์อยู่นั่นเอง

วันนี้คงหมดแค่นี้แหละครับ สวัสดีครับ