Monthly Archives: March 2009

Creative Commons

ที่ผ่านมาส่วนตัวผมก็ยังไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับมันเท่าไหร่ เท่าที่ทราบก่อนหน้านี้ คร่าวๆ คือ เป็นป้ายที่เจ้าของผลงานแป๊ะเอาไว้เพื่อบอกว่าสามารถนำผลงานของเค้าไปใช้ได้ ตามสัญลักษณ์ที่ระบุในป้าย

แต่อีกไม่กี่วันนี้ Creative Commons ของประเทศไทย ในชื่อภาษาไทยว่า "สัญญาอนุญาตใช้งานสร้างสรรค์เสรี" หรือ "สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์" จะเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่าจะมีผลตามกฏหมายของไทยด้วย จึงถึงเวลาซะทีที่เราน่าจะทำความเข้าใจกับมัน

ซึ่งผมมีโอกาสเห็น video clip อธิบายถึงสัญญานี้ ซึ่ง ทำโดยรายการ แบไต๋ไฮเทค ดูแล้วเข้าใจง่าย และสนุกมาก ไม่น่าเบื่อ แม้กระทั่งผู้ที่แหยงๆ เทคโนโลยี ก็น่าจะดูได้รู้เรื่องไม่ยาก จึงนำมาช่วยกันโปรโมทอีกแรงผ่าน blog ของผมนี้

 

หวังว่า Creative Commons นี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ทำให้คนไทย ตะหนักถึงเรื่องลิขสิทธิ์กันมากขึ้น เพื่อให้คนสร้างสรรค์ ได้มีกำลังใจ และแรงเงิน ที่จะพัฒนาสิ่งดีๆ และเราจะได้มีโอกาสเห็น นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ จากคนไทยมากๆ ขึ้นในอนาคต

เพิ่มเติมได้ที่ ครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทย

Advertisements

หงุดหงิดมาก โดนตำรวจจับ

วันนี้มีเรื่องจะมาเล่าให้ฟัง

เริ่มต้นด้วยแท็ปออกไปนอกบ้านทำธุระให้พ่อ โดยการขี่มอไซด์ออกไป แน่นอนใส่หมวกกันน็อก

ขณะที่แท็ปทำธุระเสร็จพอดี และกำลังจะกลับบ้าน น้องสาวแท็ป ซึ่งเรียนหนังสือเสร็จ โทรมาให้ไปรับ

ด้วยความที่ตอนออกจากบ้านนั้น เห็นตำรวจจราจรดักจับคนอยู่ หลายเส้นทางมาก ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้แน่นอน จึงบอกน้องว่าเดี๋ยวจะไปเปลี่ยนเป็นรถยนต์มาจากแม่ เนื่องจากถ้าไปรับน้องแล้วน้องไม่มีหมวกกันน็อกเดี๋ยวจะโดนจับ

หลังจากเปลี่ยนเป็นรถยนต์จากแม่แล้ว แท็ปก็ขับไปรับน้อง

ขณะกำลังพาน้องกลับบ้านนั้น ผ่านด่านตำรวจ และถูกตำรวจเรียก ในใจคิดว่า "เห้ย ไม่ได้ทำไรผิดนี่ สุ่มเรียกกันอย่างนี้เลยหรอ แต่ไม่เป็นไร มีใบขับขี่"

พอเปิดหน้าต่างออก ก็ตามสูตร คุณตำรวจขอตรวจใบขับขี่ เราก็หยิบให้ไป แล้วเค้าก็บอกว่า :คุณฝ่าไฟแดงครับ จุดที่คุณเลี้ยวซ้ายมา ต้องรอสัญญาณไฟ"

ตึ้งงงง ก็จริง เถียงไม่ออก แต่ขับด้วยความเคยชินว่าเลี้ยวซ้าย แยกเล็กๆ พอรถว่างก็เลี้ยวสิ และก็จำได้ด้วยว่าตรงนั้นเคยมีป้ายเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด แต่ก็รู้ว่าเค้าเอาออกไปแล้ว

คุณตำรวจคนนั้นก็ยึดใบขับขี่ไป แล้วเขียนใบสั่งให้ไปจ่ายตัง ที่โต๊ะปรับ ซึ่งมาตั้งปรับถึงที่ อยู่ข้างถนนบริเวณนั้น

เอาใบสั่งไปยื่น เค้าเขียนให้ชำระค่าปรับ 400

เปิดกระเป๋าตังออกมา มีอยู่ 370 บาท ก็บอกคุณตำรวจที่เขียนบิลคนนั้นไปว่า "ตังไม่พอคับ มีแค่ 370"

เค้าก็เขียนให้ใหม่เป็น 200

เราก็จ่ายตังไป รับบิลมา แล้วเอาไปให้กับคุณตำรวจที่เป็นคนเรียก

เค้าก็ให้ใบขับขี่เรากลับคืนมา พร้อมเตือนอีกว่า "จะเลี้ยวรอสัญญาณหน่อยนะครับ" (ขอบคุณนะ -*-)

เรื่องราวก็จบแค่นี้ เสียตังไป 200 อย่างหน้าโง่ที่สุด หลังจากนั้นแล้วรู้สึกหงุดหงิดมาก ไม่ได้หงุดหงิดคุณตำรวจหรอก ใกล้เปิดเทอมแล้วเค้าก็ต้องหาค่าเทอมให้ลูก แต่หงุดหงิดตัวเองที่อุตส่าห์ไปเปลี่ยนรถ เพื่อไม่ให้โดนจับแล้วนะ ยังจะอุตส่าห์โดน รู้งี้ขับมอไซด์ไม่ใส่หมวกกันน็อกคนซ้อน จะเสียค่าปรับน้อยกว่าหรือเปล่าก็ไม่รู้ เห้ออออ

ดูพวกมัน (ทำ)

ชั่งใจอยู่นาน ว่าจะไปดูเรื่องต่อไปนี้หรือไม่ เพราะช่วงนี้รายจ่ายค่อนข้างเยอะแล้ว ใช้การคิดว่าถ้าไม่ได้ดูเรื่องนี้จะเสียดายมั้ย หลังจากดูแล้วได้คำตอบว่า ถ้าไม่ได้ดูคงเสียดายมาก

Watchmen

เป็นเรื่องราวหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (citation needed :D) ซึ่งเหล่า super hero ที่เคยช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด ถูกมองว่าอยู่เหนือกฎหมาย และถูกออกกฏหมายห้ามพวกเค้าเหล่านี้ปฏิบัติงานเหมือนอย่างเคย และจู่ๆ หนึ่งใน Watchmen ถูกฆาตกรรม ซึ่งเป็นเบาะแสว่ากำลังมีคนไล่เก็บพวกเขาทีละคนๆ

หนังค่อนข้างเนิบๆ ในบางจุด มีฉากรุนแรงหลายๆ ฉากซึ่งไม่เหมาะสำหรับเด็กดูเป็นอย่างยิ่ง เช่น หักแขนขาด มีดเฉาะหัว เลื่อยแขนขาด ฯลฯ ทั้งหนังยังอิงกับเรื่องประวัติศาสตร์ช่วงสงครามด้วย คิดว่าถ้ารู้เรื่องช่วงนั้นเป็นอย่างดีคงได้อรรถรสขึ้นอีก แต่ถ้าคนไม่รู้แล้วหละก็คงคิดว่าเป็นฉากหลังของหนังเฉยๆ ไม่มีประเด็นอะไร บางครั้งตัวละครก็พูดกันเป็นสำนวน คนแปลก็แปลเป็นสำนวนอีก ทำให้เข้าใจยากพอควร แถมหนังยังยาวกว่า 160 นาที ทำให้คนลุกไปเข้าห้องน้ำระหว่างเรื่องกันเยอะทีเดียว เหตุผลทั้งหลายเหล่านี้อาจทำให้หลายๆ คนอาจจะไม่ชอบหนังเรื่องนี้

แต่ส่วนตัวผมรู้สึกชอบทีเดียว ชอบการวางเรื่องแบบแนวสืบสวนสอบสวนที่ทำได้น่าติดตาม ปูพื้นถึงตัวละครได้ดี ชี้ถึงประเด็นที่ทุกคนรู้แต่มักจะไม่ใส่ใจ คือ คนทุกคนมีทั้งดีและชั่วอยู่ในตัวเอง สิ่งต่างๆ เหล่านั้นเกิดเพราะเรามีความรู้สึก เพราะฉะนั้นคงหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ และสุดท้ายที่ชอบที่สุดคือ บทสรุปของหนัง ทำได้เจ็บแสบดีแท้ ดังที่จะเขียนในส่วนสปอยด์ด้านล่างต่อไปนี้

====================== Spoil Alert !!!=========================

ฉากจบหลังจากผู้ที่อยู่เบื้องหลังทุกอย่างปรากฎตัวแล้ว คือ หนึ่งใน hero กลุ่ม Watchmen นั่นเอง ซึ่งเขามีแผนการที่จะใช้ระเบิดทำลายหัวเมืองสำคัญของโลก แล้วป้ายความผิดให้แก่ Watchmen อีกคน

ฟังดูแล้วก็เป็นวิธีการของผู้ร้ายทั่วไปดีๆ คนหนึ่ง แต่ความเจ็บแสบอยู่ตรงที่

หลังจากแผนการของเขาสำเร็จแล้ว กลายเป็นว่า USA และ USSR เลิกแผนการที่จะรบกันด้วยอาวุธนิวเคลียร์เพื่อที่จะมาต่อต้านกับ Watchmen ผู้ซึ่งถูกใส่ร้ายนั้น

ซึ่งถ้าดูที่ผลการกระทำแล้ว เป็นสิ่งที่ Watchmen ทุกคนต้องการ คือ หยุดสงคราม ในเมื่อระเบิดก็ระเบิดไปแล้ว คนก็ตายไปแล้ว Watchmen ทั้งหลายจึงตัดสินใจ เก็บความลับนั้นไว้ ส่วน Watchmen ผู้ถูกใส่ร้ายนั้น ก็ท่องเที่ยวหนีออกไปใช้ชีวิตคนเดียวนอก กาแลกซี่


=======================================================

สรุปแล้ว ส่วนตัวโอเคกับเรื่องรวมๆ และชอบบทสรุปของหนังมาก เรื่องนี้แนะนำสำหรับคอหนังเนื้อหาหนักๆ เท่านั้น

Oscar winner?

วันนี้ไปเก็บหนังเจ้าของรางวัล Best Picture และอีกหลายๆ รางวัล ของออสการ์ปีนี้มา

Slumdog Millionare

เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มจากสลัมในนครมุมไบ ประเทศอินเดีย ที่เล่นรายการเกมส์เศรษฐี และสามารถตอบคำถามเข้ารอบลึกๆ ได้อย่างหน้าประหลาดใจ

ส่วนตัวดูมาแล้วก็รู้สึกว่าเนื้อเรื่องดี ผู้เรื่องเข้ากับคำถามของรายการเกมส์เศรษฐีได้ดีมาก และสะท้อนสังคมอินเดีย ได้อย่างชัดเจน เพียงแต่ว่ารู้สึกว่านี่หรอ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมออสการ์ปีนี้ ดูจบแล้ว ไม่รู้สึกถึงขนาดนั้น หรืออาจจะเป็นเพราะคาดหวังมากเกินไป? เดาว่าหนังน่าจะกินใจ คนอื่นๆ ตรงเรื่องการต่อสู้ของเด็กสลัมผู้ซึ่งมีความซื่อสัตย์ ต้องการเพียงได้อยู่กับคนรัก โดยไม่สนใจเงินทอง ฐานะของตน อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกส่วนตัว The Dark Knight ดีกว่าเป็นไหนๆ (ดีกว่าผู้เข้าชิงอื่นๆ ด้วย) ข้องใจๆ

จำ

อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์บ้าอะไรก็ไม่รู้ หนังน่าดูๆ เข้าพร้อมกันทีเดียว 4 เรื่องให้ตายสิ

Best in Time (ความจำสั้น แต่รักฉันยาว)

เป็นเรื่องราวความรักของสองคู่ ที่มีเรื่องของความทรงจำเข้ามาเกี่ยวข้อง คู่หนึ่งเป็นความรักกับแฟนเก่าของเพื่อน ซึ่งเคยแอบชอบมาตั้งแต่ก่อนจะรู้เค้าเป็นแฟนกัน ส่วนอีกคู่หนึ่งเป็นความรักระหว่างผู้สูงอายุ ที่คนหนึ่งกำลังจะเป็นโรค Alzeimer

ตัวอารมณ์หนังก็สนุกสนาน เฮฮา กุ๊กกิ๊ก ช่วงเครียดไม่ค่อยมากเท่าไหร่ เหมาะแก่การดูผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับเรื่องนี้ไม่มีสปอยด์อะไรจะคุยถึง เพราะตัวหนังค่อนข้างเคลียร์ในตัวเองแล้ว

อ่อ จุดหนึ่งที่ชอบคือ ชอบบทสรุปท้ายเรื่อง ดูเป็นผู้ใหญ่ดีๆ