Monthly Archives: January 2009

Why I love David Beckham?

David Beckham กล่าวชื่อนี้ขึ้นมามีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เขาเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ดังที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน เพราะนอกจากความดังจากฝีเท้าในสนาม ด้วยลูกเปิดที่แม่นยำ ลูกฟรีคิกที่เฉียบขาด และความทุ่มเททุกแมตช์ที่ลงแข่งแล้ว เขายังดังล้ำออกไปถึงกลุ่มคนที่ไม่ได้ดูฟุตบอลด้วย อันเนื่องมาจากใบหน้าที่หล่อเหลาของเขานั้นเอง และความโด่งดังยังสูงขึ้นไปอีกเมื่อเขาแต่งงานกับหนึ่งอดีตสมาชิกวงป๊อปหญิงที่ดังที่สุดในโลก Victoria Adams จากวง Spice Girls นั่นเอง Beckham เป็นนักเตะที่ทำรายได้มากที่สุดมาหลายปีติดต่อกัน เนื่องจากมีสินค้ามากมายหลายชนิดมาจับมือเซ็นสัญญาเป็นสปอนเซอร์ให้ จนพักหลังมักมีคนกล่าวว่า เขาอยู่ในโลกมายามากกว่าสนามฟุตบอลเสียแล้ว

ยิ่งดังมาก เป็นที่รู้จักมาก ยิ่งมีทั้งคนชอบและคนเกลียดเป็นธรรมดา ในฝ่ายที่ไม่ชอบนั้นก็จะกล่าวในทำนองว่า ฝีมือไม่เท่าไหร่ แต่ดังด้วยหน้าตาซะมากกว่า

แต่สำหรับผมแล้ว David Beckham คือ นักเตะที่ผมชอบที่สุดตั้งแต่ได้มีโอกาสติดตามดูฟุตบอลมาทั้งชีวิต มันมีที่มา อยากรู้ไหมว่าทำไม

ในสมัยก่อนตอนผมอยู่ชั้นประถม ฟุตบอลเป็นหนึ่งในกีฬาที่ได้รับความนิยม เล่นกันในหมู่เพื่อนเสมอๆ และเด็กๆ ก็จะชอบแย่งกันเป็นกองหน้า ด้วยความที่เด็กๆมักจะตัดสินว่า ใครเป็นผู้ยิงประตูได้เยอะถือเป็นคนเก่ง (อันที่จริงแม้ผู้ใหญ่บางคนก็ใช้เกณฑ์นี้เช่นเดียวกัน) แผนการเล่นฟุตบอลในสมัยเด็กๆ ที่เล่นๆ กันนั้น คือ กองหน้าทั้งทีม ทิ้งผู้รักษาประตู กับกองหลังไม่กี่คนไว้ข้างหลังเป็นเพื่อนกัน พอแย่งบอลจากฝ่ายตรงข้ามได้ก็มีหน้าที่เตะบอลยาวขึ้นไปให้คนที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งส่วนหนึ่งมีผลมาจากการที่พวกเราเพียงแค่เตะเล่นๆ กัน ไม่ได้เป็นนักกีฬาจริงจัง จึงเมื่อบุกไปข้างหน้าแล้ว ไม่มีแรงจะกลับลงมานั่นเอง แล้วก็ชอบที่จะไปยืนรอข้างหน้าให้เพื่อนส่งมาให้ (ที่มักใช้คำเรียกว่า ลักไก่) นอกจากใช้การยิงประตูเป็นจุดตัดสินความเก่งแล้ว อีกเกณฑ์หนึ่งที่จะใช้วัดกันคือ การเลี้ยงบอล ผมก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด จนกระทั่งผมได้มีโอกาสดู David Beckham เล่น ผมก็คิดในใจว่านี่แหละ เก่งได้โดยไม่จำเป็นต้องยิงประตูได้เยอะ หรือเลี้ยงบอลเก่ง

David Beckham มีจุดขายสำคัญอยู่ที่การเปิดบอลให้เพื่อนทำประตูด้วยความแม่นยำ ซึ่งส่วนตัวผมรู้สึกว่า การทำให้เพื่อนร่วมทีมของเรา สามารถทำประตูได้ง่ายดาย ถือเป็นความเก่งที่เหนือกว่าทำประตูด้วยตัวเองด้วยซ้ำ เพราะเราสามารถเปิดให้เพื่อนร่วมทีมอีก 10 คนทำประตูได้ ต่างกับการที่เราเป็นผู้ยิงประตูจะมีเพียงเราคนเดียวที่ทำประตู อีกเหตุผลหนึ่งที่เป็นการเพิ่มความชอบในตัวเขาคือ ความสามารถที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ไม่ได้มาจากพรสวรรค์เป็นอย่างใด แต่เกิดจากความพยายามในการฝึกซ้อมทั้งสิ้น ในสมัยเด็กเขาซ้อมเปิดบอลลงไปที่เป้าวันละหลายร้อยลูก ทำให้เขามีวันนี้ เรื่องความฟิตและความขยันในการเล่นแม้ไม่มีบอลของเขา ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ยังทำให้ความชอบในตัวเขายังคงอยู่ ในช่วงที่ Beckham ค้าแข้งมาได้ซักพัก เขาจะวิ่งช่วยเพื่อน แย่งบอลตลอด ไม่ยอมแพ้ จนกระทั่งสามารถพลิกเกมส์ได้ในช่วงท้ายเกมส์ขณะที่สกอร์ของทีมยังเป็นรองอยู่บ่อยครั้ง (อย่างที่พอจะเดาได้ว่าจากอดีต ทำให้ผมไม่ชอบนักฟุตบอลประเภท เลี้ยงเก่ง ขี้เตะ ไม่ช่วยเพื่อนเล่นเกมส์รับ) และสุดท้าย สปิริตนักกีฬาของเขา เช่น การไม่บ่นเมื่อต้องตกเป็นตัวสำรองเป็นเวลานาน แต่กลับแก้ปัญหาด้วยฟอร์มอันเยี่ยมยอมเมื่อได้มีโอกาสลงสนาม จนโค้ชและผู้จัดการทีมยอมรับในตัวเขาให้โอกาสเขาได้ลงสนามเยอะขึ้นดังเดิม นี่เป็นตัวอย่างสำคัญของ คำที่กล่าวกันว่า แสดงให้เห็นด้วยการกระทำ อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยข้อดีที่ช่วยเสริมให้ชอบเขามากขึ้นอยู่ที่ไม่ได้กล่าวถึง อาทิ เช่น ฟรีคิกที่เฉียบขาด การประพฤติตัวในฐานะพ่อที่ดี ฯลฯ

และทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้เขา David Beckham ยังคงเป็นนักเตะในดวงใจของผมเสมอมา

ขอขอบคุณรูปนี้จากเว็บ Soccersuck.com ภาพนี้เป็นภาพจากการลงสนามล่าสุดกับทีม A.C. Milan ซึ่งในแมตช์นี้เขายิงประตูสุดสวยได้ด้วย เป็นรูปคู่กับอีกหนึ่งนักฟุตบอลที่ผมชอบเป็นการส่วนตัว Kaka และรูปนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้นำ topic นี้มาเขียนเป็นเรื่องเป็นราวด้วย จากที่เคยเล่าให้คนรอบข้างฟังบ่อยๆ

Are you really happy?

555 เทศกาลดูหนังได้กลับมาอีกครั้ง นี่แค่เรื่องที่สองเท่านั้น มีรอใน list อีกยาวเป็นหางว่าว ใกล้ Oscar ก็งี้ทุกที คราวก่อนก็ Atonment, No country for old men มาเป็นชุด แต่ปีนี้แตกต่างจากปีก่อน ตรงที่แท็ปมีสอบปลายภาคไม่เยอะ งานก็คงไม่เยอะแล้ว คงจะได้เก็บเรียบร้อยทุกเรื่อง

มาถึงเรื่องราวของวันนี้กันก่อน เป็นเรื่องที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบดูหนังแล้วมีอะไรให้คิด ไม่เครียด แต่มีอะไรให้กลับไปคิด

Happy Go Lucky

หนังเป็นไงยังไม่รู้เลย สิ่งที่รู้ทั้งหมดที่ทำให้ตัดสินใจไปดู มีดังนี้

   1. นางเอกได้นักแสดงนำยอดเยี่ยมสาขาภาพยนตร์ตลก, เพลง จาก Golden Globe awards ที่ผ่านไปไม่นาน
   2. ในเรื่องนางเอกเป็นครูอนุบาล
   3. เป็นหนัง feel good
   4. ได้คะแนนจากเว็บต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้

ดูออกมาแล้ว ชอบมากมาย เป็นหนังแนวที่เข้าทางแท็ปมากทีเดียว

มันตัวเอกของเรื่องที่เป็นครูอนุบาลที่มองโลก มองทุกอย่างสวยงามไปหมด ดูมีความสุขกับชีวิตจริงๆ เค้านำพาเราไปพบกับคนต่างๆ ในสังคมที่กำลังทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่ามีความสุข น่าจะนำความสุขมากให้ เช่น

เปิดเผยเนื้อเรื่องสำคัญบางส่วนนะ

  • น้องสาวที่กำลังตั้งท้องของเธอ ที่ใช้ชีวิตตามตำรา แต่งงาน ปลูกบ้าน สร้างครอบครัวที่อบอุ่น แต่กลับคอยเจ้ากี้เจ้าการสามีตัวเอง หรือเจ้ากี้เจ้าการพี่สาวตัวเองว่าต้องหาแฟนนะ แต่งงานนะ มีลูกนะ ถ้ามีตอนแก่อันตรายนะ ฯลฯ
  • ครูสอนขับรถ ผู้ซึ่งเก็บกดจากปัญหาครอบครัวในอดีต ทำให้เป็นคนไม่กล้าแสดงออก กโมโหง่าย อยากจะเป็นครูสอนขับรถที่ดี แต่กลับยึดแต่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่ ว่ากล่าวระบบการศึกษาว่าสอนให้เด็กออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน ใครออกนอกพิมพ์สอบตก แต่ตัวเองก็คอยบังคับให้คนอื่นท่องจำหลักการขับรถตามทีตัวเองสอน
  • เด็กชายนักเรียนของเธอซึ่งชอบทำร้ายเด็กนักเรียนคนอื่น สาเหตุเพราะพ่อเลี้ยงชอบทำร้ายตัวเอง (ตัวเองไม่ชอบให้พ่อเลี้ยงทำร้าย แต่กลับมาทำร้ายคนอื่น เป็นตัวอย่างของการหาความสุขที่ผิดวิธี)
  • ครูสอนเต้นฟามิงโก้ผู้ซึ่งเก็บกดจากคนรัก แล้วนำมาระบายกับการเต้น (พอดีการเต้นนี้เป็นการเต้นแห่งความเครียดแค้นอยู่แล้ว
  • ฯลฯ

แต่หนังไม่ได้บอกว่าการจะเป็นคนที่มีความสุขได้ จะต้องเป็นคนบ้าๆ บอๆ เช่นเดียวกับตัวเอก แต่ให้เห็นตัวอย่างๆ เช่นนักสังคมสงเคราะห์หนุ่มที่มาพบรักกับนางเอก และรูมเมทครูอนุบาลของนางเอก สิ่งที่หนังบอกก็คือ เราอยู่ตรงไหน เราเป็นอย่างไร เราก็สามารถมีความสุขได้ หากเพียงแต่เราเลือกจะนำมันมาใส่ที่ตัวเรา

หนังเรื่องนี้ได้ย้ำเตือนอะไรให้แก่แท็ปหลายอย่าง สิ่งที่เคยคิดไว้ ปฏิบัติ และก็ลืมไป ก็ได้กลับมาอีกครั้ง ที่มีอะไรตะขิดตะขวงใจอยู่ก็มลายไปหมดสิ้น ถือเป็นการเลือกดูหนังที่ถูกจังหวะ สองเรื่องติดเลยทีเดียว

เป็นหนังที่อยากให้ทุกๆ คนได้ดู อยากให้ทุกคนๆ ลองหาความสุขใส่ชีวิตตัวเองกันด้วยวิธีนี้บ้าง

เหงา

ตื่นมาเช้านี้ฟุ้งซ่านเล็กน้อย เปิด m มาเจอน้องฟัง ก็บ่นๆ อะไรซักพัก ก็ทำให้คิดอะไรได้เรื่องนึง

"เหงา" พูดถึงคำๆ นี้ ความรู้สึกของคนเราต่อคำนี้ ออกจะเป็นไปในด้านลบ ไม่มีใครอยากเหงา ไม่มีใครอยากให้ความเหงาเกิดขึ้นกับตัวเอง

แต่จากประสบการณ์ที่ได้รับฟังมา รวมถึงความรู้สึกตัวเองด้วย หากไม่มีความเหงานี้แล้ว อัตราการเกิดความรักจะต้องลดลงไปอย่างน่าใจหายแน่นอน ยิ่งคนเรามีความเหงามากเท่าไหร่ ยิ่งโหยหายความรักมากเท่านั้น

ความเหงาเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้เราค้นหาความรัก

เพราะฉะนั้นวันไหนที่คุณเหงา ก็จงดีใจได้เลยว่าความรักได้ใกล้คุณเข้ามามากขึ้นแล้ว ขอให้ทุกคนโชคดี

ซ๊เนียร์โปรเจ็คให้อะไรมากกว่าที่(ผม)คิด

จากที่ได้กล่าวไปแล้วว่าหายหน้าหายตาไปพักนึง เพราะไปปั่นซีเนียร์โปรเจ็ค ซึ่งถือเป็นโปรเจ็คที่สำคัญที่สุด สำหรับชีวิตเด็กมหาลัย 4 ปี ของแท็ปก็ถือได้ว่าตัวเนื้องานเกือบเสร็จแล้ว ใช้การได้แล้ว ก็ต้องปรับแก้กันอีกนิดๆ หน่อยๆ และก็แก้รายงาน (ซึ่งคิดว่าเยอะ) แต่อย่างไรก็ถือว่าภาระหลักๆ ได้ผ่านไปแล้วหละ

ไม่อยากพูดถึงเนื้องานว่าทำอะไรที่นี่ เอาเป็นบอกแค่ว่าทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน ทำคนเดียวด้วย ได้อะไรมากมายมากกว่าทำงานเทคโนโลยีเสร็จงานหนึ่ง

  • ต้องคอย self-motivate เนื่องจากทำงานคนเดียว ถ้าเราหยุด เราไปทำอย่างอื่นงานเราก็หยุด ไม่มีคนคอยตามจี้ ไม่มีคนคอยคุยแบ่งงาน หลุดแล้วหลุดเลย
  • ได้รู้ว่าต้อง over-estimate เวลาสำหรับงานที่เราไม่มีความชำนาญด้านนี้ มากขนาดไหน
  • ได้ระเบียบวินัยแบบสุดๆ ตื่น 8 โมง เริ่มงานเก้าโมง ระหว่างวันพักสองชั่วโมงเพื่อข้าวเที่ยงและเย็น ทำถึงสี่ทุ่มกลับหอ เป็นเวลาเกือบเดือน
  • ต่อเนื่องมากจากข้อที่แล้วว่า ทำให้รู้ว่าเราอยู่กับงานทางนี้ได้ดี ได้มีความสุขดังที่บอกตัวเองมาตลอดก่อนหน้านี้ด้วย
  • ได้รู้จักพี่ๆ หลายๆ คน(ในแล็บ) และได้เห็นชีวิตอันหน้าเศร้า ของเด็กป.โท ป.เอก
  • ได้รู้ถึงทฤษฎีการให้ความสำคัญในชีวิตคน ที่ต้องคอย monitor ดูตัวเองต่อไป (อาจจะงงๆ คือเรื่องมันยาวมาก ขี้เกียจพิมพ์)
  • ได้อดไปเที่ยวสองทริปติด
  • ได้โสดอยู่เหมือนเดิม
  • ฯลฯ

หลังๆ ชักไร้สาระ 555 และสุดท้าย ได้ความภาคภูมิใจ ว่าเราสามารถผ่านทั้งหมดมาได้ Open-mouthed

คิด

อยากจะใช้ชีวิต อย่าคิดมาก (แต่ต้องคิดนะ)

                                 แท็ป
                             jan 23rd, 2009

ก่อนที่จะสายเกินไป

ไม่ได้อัพนานมาก เนื่องจากอุทิศตัวให้กับ senior project อยู่ ตอนนี้ต้องกลับมาจัดการสิ่งที่ได้สัญญาเอาไว้กับตัวเองให้เรียบร้อย

ช่วงแรกที่เริ่มเขียน blog นี้ได้ บอกกับตัวเองไว้ว่า เราจะเขียนถึงหนัง"ทุกเรื่อง"ที่ได้ดูทางโรงภาพยนตร์ไว้ที่ blog นี้ ก่อนที่จะสายเกินไป ก็ต้องมาชำระสิ่งที่ติดค้างกันหน่อย

Happy Birthday
กับเรื่องนี้คิดว่าหลายๆคนคงเป็นเหมือนกัน คือ ชอบช่วง happy part ช่วงต้นมาก ดูแล้วหัวใจพอง วิวก็สวยมาก ชอบที่สุด ส่วนครึ่งหลังก็ทำได้โอเค แต่แค่บางจุดมันค่อนข้างไม่สมเหตุสมผลไปหน่อยเท่านั้นเอง แล้วก็แอบเห็นด้วยกับที่มีบางคนพูดว่าหนังเรื่องนี้จะสร้างมาตรฐานความเชื่อที่ผิดๆ หรือเปล่า ว่าถึงคนรักเราจะตายไปก็ต้องจมปลักอยู่อย่างนั้นขนาดนั้น มันถูกแล้วจริงหรือ?


4 Romances (ฝัน-หวาน-อาย-จูบ)
เป็นหนังที่มีจุดขายหลายอย่างมาก เช่น ผู้สร้างรักแห่งสยาม, มาริโอ้, วง August ฯลฯ โดยรวมส่วนตัวรู้สึกเฉยๆ ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่
– จูบ เฉยๆ มาก
– อาย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ชอบที่สุด ชอบทุกอย่าง ยกเว้นพระเอก จะแสดงแข็งไปไหน และชอบตาลเป็นพิเศษ ^^
– หวาน เรื่องนี้ก็พอดูได้ กับประเด็นเนื้อหาที่น่าสนใจดี
– ฝัน เรื่องนี้ช่วงที่เป็นการ์ตูนเซ็งสุดๆ แต่ชอบช่วงเปิดเรื่องกับปิดเรื่องมาก (คือชอบการแสดงส่วนที่เป็นคนแสดงนั่นเอง เด็กสองคนแสดงได้ดีมาก)


Yes Man
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไปดูในวันที่ส่งงานเสร็จเลย และรู้สึกว่าเลือกได้ถูกเรื่องมาก เพราะเป็นเรื่องที่เหมาะแก่การผ่อนคลายอย่างแท้จริง

เป็นเรื่องราวของพนักงานสินเชื่อธนาคารม่ายหนุ่ม ซึ่งขาดความมั่นใจ เลือกที่จะตอบปฏิเสธกับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต จนกระทั่งเขาได้พบกับสมาคม Yes ซึ่งเป็นสมาคมที่ส่งเสริมให้คนตอบ Yes กับคำเชื้อเชิญทุกชนิด แล้วชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ฮาสุดๆ เรื่องนี้ และตอนท้ายก็จบสวยด้วย ได้ข้อคิดกลับไปพอประมาณ recommend สำหรับคนที่อยากผ่อนคลายความเครียด