Monthly Archives: August 2008

ต้องเคลียร์ซักทีก่อนที่จะพอกไปมากกว่านี้

ตั้งแต่เริ่มเขียน space นี้ตั้งใจเอาไว้ว่าจะเขียนถึงภาพยนตร์ทุกเรื่อง ที่ได้ไปดูที่โรง แต่ช่วงที่ผ่านมาเป็นฤดูกาลสอบมิดเทอม ที่แวบไปดูอยู่บ่อยๆ แต่กลับไม่มีแรงจะเขียน ตอนนี้สอบเสร็จแล้ว แต่ด้วย ของเก่ายังไม่เขียน(ส่วนนึงเพราะลืมไปบ้างแล้ว) จึงขี้เกียจเขียนอย่างมาก แต่ถึงอย่างไร ก็ต้องตัดใจ เขียนอะไรไว้ซักอย่าง ก่อนที่มันจะพอกไปมากกว่านี้ จนสุดท้ายไม่ยอมเขียน เสียความตั้งใจที่เคยตั้งไว้ไป ยังไงก็ตามก็จะเขียนเท่าที่พอจำได้ละกัน

มาเริ่มกันเลยละกัน (อาจจะยาวหน่อยนะวันนี้)

Friendship

เป็นเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นมัธยม ดูจากบริบท น่าจะ 20 กว่าปีที่แล้ว เกี่ยวกับความรัก และเพื่อนฝูง

การตัดต่อดูขาดๆ เกินๆ และเหมือนมีบางส่วนถูกลดทอนไป อาจจะด้วยเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสม(ตามความคิดของกองเซ็นเซอร์)
Point ของหนังดูกระจายเกินไป ดูจนจบ จับไม่ได้ ไม่รู้ว่า friendship สื่อถึง ความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อน หรือความสัมพันธ์ระหว่างคู่รัก
มีเนื้อหาบางส่วนไม่เข้าใจ แต่อาจจะเกิดจากตัวแท็ปเอง

สิ่งที่จำได้เกี่ยวกับเรื่องนี้มีเท่านี้ ไปเรื่องต่อไปเลยละกัน


The Dark Knight

การกลับมาของอัศวินรัติกาล ที่แท็ปรอคอย เค้าเป็นหนึ่งในซุปเปอร์ฮีโร่ที่ชอบที่สุดของแท็ปเลยทีเดียว

ขอนอกเรื่องหน่อยละกัน

จำได้ว่าภาคเก่าๆ เคยมีจัดงานที่เซ็นทรัลฯไหนซักแห่งนึง นำชุดและ BatMobile มาโชว์ด้วย สิ่งที่ทำให้จำขึ้นใจเพราะ งานนั้นถ่ายรูปห้ามใช้ Flash ไม่รู้ทำไม เลยจำได้ถึงความยากลำบากว่า จะถ่ายมาทำไมน้อ ถ่ายแล้วก็มองอะไรไม่เห็น

ต่อๆ

ถึงแม้จะจำเนื้อเรื่อง Batman Begin ไม่ได้แล้ว (ยังสงสัยอยู่ว่าตัวเองเคยดูหรือเปล่า ทำไมจำอะไรไม่ได้เลย) แต่ก็ไปดูตั้งแต่วันแรกที่เข้าฉาย จริงๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจรีบร้อนขนาดนั้นหรอก แต่ตอนเย็นๆ เห็นโปสเตอร์โฆษณา ที่เป็นรูปภาพสีบนกำแพง หน้าโจ๊กเกอร์ ที่แต่ปากเป็นสัญลักษณ์ Batman หนะ(ถ้าคนที่เล่น msn กับแท็ปจะเห็นเป็นรูป Display ตั้งแต่วันที่ Batman เข้าวันแรกจนปัจจุบัน สำหรับคนที่ไม่เคยเห็นจะโพสไว้ท้าย topic นี้ละกัน)เห็นแล้วรู้สึกชอบมาก รู้สึกว่าเท่ดี เป็นความขัดแย้งที่ดูดีมีศิลปะ เท่านั้นเอง โทรชวนไอ่เหม็นไปดูทันที

และแล้วมันก็กลายเป็นหนังที่ชอบที่สุด เท่าที่ดูมาตั้งแต่มาเรียนที่จุฬาฯนี้ เลยทีเดียว ตอนดูออกมามีความรู้สึกว่าดูเรื่องเดียวเหมือนดูสามเรื่อง เพราะเหมือนมีสามไคลแมกซ์เลยทีเดียว เหมือนจะจบๆ ก็ไม่ยอมจบ พีคแล้วพีคอีก อิ่มกันไปเลย และเรื่องนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่ยอมมาเขียน space เพราะ กะว่าจะไปดูอีกรอบที่ Imax แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่กล้าตัดใจควักตัง 250 ไปดูหนังรอบสอง ซะที 555

สิ่งที่ประทับใจมีอยู่หลายอย่าง คนส่วนใหญ่จะประทับใจกับโจ๊กเกอร์ ซึ่งผมก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นจะไม่ขอพูดถึงโจ๊กเกอร์ละกัน ไม่ต้องมีอะไรบรรยายแล้ว ทั้งฉากเปิดปล้นแบงค์, ฉากเล่นมายากล, ฉากเล่าที่มาแผลเป็น, ฉากยืนให้ Batman มาชน, ฉากในโรงบาล, ฉากสไลเดอร์แบงค์ดอลลาร์ ฯลฯ

แต่จุดที่ทำให้แท็ปประทับใจกับเรื่องนี้มากๆ เพราะเค้าเล่นกับเรื่อง ความยุติธรรม และจิตใจคน โดยเฉพาะฉากจบ

บรูซ หรือ Batman นั้น เค้าไม่ได้อยาก อยู่เหนือกฏหมายเป็น Batman อย่างนี้เลย เค้าอยากมีชีวิตเหมือนคนทั่วไป ใช้ชีวิตมีความรักเหมือนคนอื่น แต่เค้ากลับแสดงความเสียสละอันใหญ่ยิ่งแก่ชาวนคร Gotham ซึ่งไม่เพียงจะคอยให้กำลังใจ แต่กลับอยากจะให้เค้าเข้าคุก

สำหรับฉากจบนั้น ไม่เพียงแค่แสดงว่า เค้าเป็นพวกปิดทองหลังพระเท่านั้น จุดที่แท็ปประทับใจที่สุดคือ นอกจากเค้าทำความดี ไม่มีใครเห็นแล้ว เค้ายังเลือกให้ตัวเองถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ร้าย ไม่สนใจว่าจะถูกเกลียดชังจากชาวเมืองอย่างไร เพื่อรักษาสภาพจิตใจโดยรวมของเมืองไว้อีก (เหตุผลที่ชอบ เพราะเชื่อมานานแล้วว่าไม่ว่าเราจะถูกคนอื่นมองอย่างไร มองลบเพียงใด อคติกับเราเพียงใด เพียงแค่เรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่และมันเป็นสิ่งที่ถูก ก็จงเชื่อมั่นและจงทำมันต่อไป โดยไม่ต้องหวั่นอะไรทั้งนั้น)

สำหรับรายละเอียดของเรื่องไว้แค่นี้ก่อนละกัน มาคุยกันถึงเรื่องอื่นๆ กันบ้าง

คือ สำหรับเรื่องนี้เนี้ย เป็นเรื่องที่ชอบมาก ที่ไม่ค่อยเชียร์ใครเลย คิดว่ากระแสคงแรงพอที่จะทำให้ทุกคนไปดูอยู่แล้ว ไม่อยากเชียร์มากกว่าจะหมั่นไส้ พาลไม่ไปดูเอา สำหรับคนที่ไม่รู้ตอนนี้ user rating ของเรื่องนี้เคยขึ้นสูงที่สุดในอันดับของเว็บ imdb ด้วย (ตอนนี้ตกลงมาแล้ว แต่สุดท้ายก็คงอยู่ในอันดับต้นๆ หละ) หนังตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา มีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น ที่อยู่ใน 20 อันดับแรก และรายได้ Boxoffice ตอนนี้ มีคนกล่าวกันแล้วว่าอาจจะขึ้นมาอยู่ที่สองรองจาก Titanic ได้ แต่คิดว่าคงแซงไม่ไหว เพราะ Titanic เป็นเรื่องที่ดูได้เรื่อยๆ ไม่มีเบื่อ ได้ยินว่าบางคนดูถึง 20 รอบ แต่ The Dark Knight สองรอบก็คงเบื่อแล้วหละ

เรื่องต่อไปๆ

A TALE OF MARI AND THREE PUPPIES

หนังญี่ปุ่น สร้างจากเรื่องจริงของเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งหนึ่ง ที่ญี่ปุ่น ตัวละครหลักเป็นสุนัขชื่อมาริ กับครอบครัวที่เลี้ยงมัน โดยเจ้ามาริเป็นคนช่วยให้คนในครอบครัวรอดจาก ภัยธรรมชาตินี้ แต่เมื่อทีมช่วยเหลือมาช่วยกลับไม่สามารถพาเจ้ามาริและลูกๆไปด้วยได้

เรื่องนี้ทีแรกจะไม่ดูละ เพราะปกติเป็นคนไม่ค่อยชอบสัตว์เท่าไหร่ คิดว่าไม่น่าจะซึ้งกับความสัมพันธ์แบบนี้ แต่ได้อ่านกระทู้คอมเมนต์ในพันทิพย์ มีคนร้องไห้เยอะมาก บางคนถึงกับบอกว่าไม่ต้องเอากระดาษทิชชู่ไปมันไม่พอ ต้องใช้ผ้าขนหนูเลย ก็เลยคิดว่าคงจะดีแหละ ขอไปพิสูจน์หน่อย

ดูออกมาแล้ว ร้องเหมือนกันครับ เยอะด้วย แต่ประเด็นที่ร้องไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับสุนัข แต่ร้องให้กับ ความสัมพันธ์ของพี่ชายน้องสาวซึ่งเป็นเจ้าของหมาตัวนั้น ซึ่งทั้งคู่กำพร้าแม่ แท็ปชอบในช่วงที่พี่ชายระลึกในใจอยู่เสมอว่าต้องคอยปกป้องน้อง แล้วมีฉากที่ขอโทษพ่อ ว่าไม่สามารถดูแล ช่วยน้องได้ ในช่วงที่เกิดแผ่นดินไหว น้ำตาแตกเลย แหะๆ (คิดว่าคงด้วยความที่มีน้องสาวด้วยหละมั้ง สำหรับคนอื่นอาจจะไม่อินก็ได้) และหนังยังเล่นในประเด็นของการเติมเต็มของสุนัข ที่ทดแทนแม่ที่จากไปด้วย ก็ซึ้งไปอีก

เรื่องนี้เชียร์เลยทีเดียวหละ ยิ่งถ้าชอบสุนัขด้วยแล้ว คิดว่าคุณอาจจะเสียน้ำตาให้มันง่ายๆ เลย

สุดท้ายแล้ว เริ่มเหนื่อยแหะ


WALL-E

Animation จากค่ายเจ้าเก่า Pixar & Disney ซึ่งมีบางคนเฝ้ารอแบบข้ามปี ตั้งแต่ได้เห็นตัวอย่างใน Ratatouille เป็นเรื่องราวของหุ่นยนต์เก็บขยะ ซึ่งอยู่ตัวคนเดียว (จริงๆ ก็ไม่เชิง เพราะมีแมลงสาบอยู่เป็นเพื่อนด้วย) จนกระทั่งได้พบหุ่นอีกตัว จึงเกิดเป็นความรักขึ้น

เรื่องภาพจะไม่พูดถึงละกัน เพราะรู้สึกเฉยๆ แล้ว ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี หรือสามารถทำได้ง่ายๆ แต่เพราะมีความรู้สึกว่าอยู่ในระดับเดียวกับ animation เรื่องอื่นๆ ที่เห็นจนเริ่มไม่รู้สึกอะไรแล้ว ถ้าถามว่ารู้สึกยังไงกับเรื่องนี้ ก็โอเคนะ ดีทีเดียว แต่ชอบ Ratatouille มากกว่า

ช่วงต่อไปนี้เป็นส่วนที่สปอยด์ค่อนข้างหนัก แต่ประเด็นต่างๆ ที่อยากพูดถึงก็อยู่ในนี้ทั้งหมด คนที่ดูแล้วค่อยมาอ่านแล้วกัน

– มนุษย์ที่เหลือรอดใช้ชีวิตเสพความสุขอย่างเดียว ไม่ทำอะไร งอมืองอเท้า จนอ้วนฉุกันหมด กัดสังคมได้เจ็บแสบดีแท้
– แอบแฝงสอนเรื่องความรับผิดชอบต่อหน้าที่ไว้สอนเด็กๆ ได้อย่างดี
– จุดที่ทำให้ผิดหวังนิดหน่อย คือ ด้วยความที่มันเป็น animation ยังไงก็ต้องรักษาจิตใจเด็กๆ หน่อย เลยทำให้ฉากจบ ดูเดาง่ายเกินไป Happy Ending เกินไป เกือบตาย > รอด > ความจำเสื่อม > ความจำกลับมา(ไม่สมเหตุสมผลสุดๆ เปลี่ยน board ไปแล้ว memory ใหม่จะมีความจำเก่าได้ไง) ดูแล้วมันสูตรสำเร็จมากๆ จนไม่รู้สึกว่ามันจะต่างจากละคร หรือหนังบ้านเราตรงไหน (ตอนนั้นลุ้นให้ WALL-E ตายตอนจบ คงจะทำให้ชอบเรื่องนี้ขึ้นมากทีเดียว 555)
– ประเด็นเรื่องการรักโลกไม่ค่อยชัดเจน ไม่น่าสนใจนัก
– ประเด็นการถูกหุ่นยนต์ครอบงำ โอเค แต่มันเก่าไปหน่อยมั้ยอ่า
– ทำไม  WALL-E ผิวปากได้ฟ่ะ
– รู้สึกว่าแสดงความสัมพันธ์ว่าทำไม อีฟ ถึงรู้สึกดีกับ WALL-E ทำได้ค่อนข้างดี ทำให้เชื่อได้ๆ
– ลูกของ Eve กะ WALL-E จะเป็นไงหว่า
– ตัวละครอื่นๆ ไม่ค่อยเด่น, น่าจดจำเท่าไหร่
– trailer ตัดส่วนที่น่าสนใจออกมาให้ดูเยอะไปหน่อย ทำให้ตอนดูจริงแล้ว รู้สึกเฉยๆ ถึงรำคาญฉากนั้นๆ

แค่นี้ก่อนละกัน คราวหน้าจะมาอัพเป็นประจำ ไม่ดองอย่างนี้แล้วววว

ปล. Pixar ยังคงทำได้ดีกับการสร้างจุดเด่นกับตัวละคร ให้ผู้ชมจดจำได้ให้แก่ WALL-E และ Eve เหมือนดังเช่น วู้ดดี้ บัสไลท์เยียร์ นีโม่ the incredible รวมไปถึงเจ้า Remy

09-08-2551

และแล้ววันนี้ก็มาถึงจนได้

ขออุทิศพื้นที่ blog นี้ ให้แก่

อีกหนึ่งความทรงจำดีๆ ในชีวิต

ที่จำต้องผ่านพ้นไป…

ไปฟังเทศน์มา เอามาเล่าต่อ

เมื่อกี้ไปฟังเทศน์มา ที่ตึก มหิธฯ บัญชีฯ โดย พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต กับ พระครูวินัยธรชาติ กิตฺติธโร

ตอน
แรกตั้งใจว่าจะ lecture มาลงให้อ่านกัน
แต่ว่าท่านพูดเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยหลายๆ เรื่อง จับเนื้อหาไม่ทัน ไม่ไหว
ก็เอาเฉพาะ keyword ที่สองประโยคที่โดนๆ ละกัน

"คนมีธรรมะ ต้องชนะใจตนเอง" ถ้าไปวัดทำบุญตักบาตร แต่พอกลับมาแล้ว ก็พูดหยาบ เสพอบายมุขนี่ก็ไม่ใช่นะ

อีกเรื่องนึงก็เห็นด้วย มากๆ และส่วนตัวแท็ปพยายามยึดใช้อยู่แล้ว ก็มาเล่าต่อละกันว่า

>ทำอะไรต้องเต็มใจ จึงจะมีความสุข, ทำได้ดี

ก็ตรงตัวแหละ ถ้าทำอะไรแล้วมันออกจากใจจริงๆ ของเรา คนรอบข้างจะรู้สึกได้จริง

"ทำผิดครั้งแรกไม่ถือว่าทำความผิด" นี่ก็ตรงตัวอีกเหมือนกัน ไม่เคยมีใครทำความ แต่ถ้าทำความผิดรู้ตัวแล้วยังทำอีกนี่แหละ มันน่าโดนนน

จบแล้ว ส่วนอื่นมัวแต่ฟังไปหัวเราะไป จดไม่ทัน 555 (อย่างงี้เค้าเรียกขาดสตินะเนี้ย)

ปล. ตอนเลิกงาน คอมเม้นท์ ให้ใบประเมิณเค้าไปว่า อยากให้คนอื่นได้มาฟังเยอะๆ กว่านี้

อยาก
ให้คนอื่นๆ ที่ยังทุกข์กับบางเรื่อง ที่ยังมองไม่เห็น ยังมีอะไรบังอยู่
ได้มาฟังมากๆ บางทีอะไรแค่นิดหน่อย ก็สะกิดให้เค้าหลุด
จากสิ่งที่ติดค้างคาอยู่ได้แล้ว

ได้เวลาลุกขึ้นแล้วหละ

ช่วงสองสามอาทิตย์หลังมานี้รู้สึกว่าตัวเองช็อตไป พอจะอธิบายอาการคร่าวๆ ได้ดังนี้

  • งานการไม่ค่อยทำ ทำก็ทำอย่างไม่มีใจ
  • วันๆ ไปเรียนๆ แล้วก็กลับมานั่งเปิดเว็บอ่านอะไรไปเรื่อยๆ อ่านหมดแล้วก็ยังเปิดซ้ำไปซ้ำมารอให้เค้าอัพเดต
  • พยายามพักสิ่งต่างๆ ที่ต้องรับผิดชอบออกจากตัวทั้งหมด
  • นั่งเล่น tetris attack วันละหลายชั่วโมง

ไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่ดีๆ พลังหายไปไหนหมด อย่างไม่มีทีท่าว่าจะกลับมา จนเริ่ม panic ว่าตัวเองเป็นอะไรไปหรือเปล่า จะกลับมาทำอะไรๆ ได้อย่างไร

สถานการณ์ล่าสุดเลย ต้องสอบมิดเทอมอีกสองตัวที่เหลือในวันพฤหัสฯและศุกร์ วันเสาร์ที่ผ่านมาตื่นสิบเอ็ดโมงไปนั่งศึกษา sip protocol ได้นิดหน่อย(เพื่อจะส่ง proposal project วิชา internet construction ในวันอังคาร) กลับมาดู AF แล้วดูบอลต่อ แล้วก็เล่นเน็ตๆ นอนดึกๆ
 
ส่วนเมื่อวานนี้(วันอาทิตย์)ผมตื่นสิบเอ็ดโมงเช้าเล่นเน็ตๆ กินข้าว แล้วกลับมานอนต่อตอนเที่ยงครึ่ง ถึง 4 โมงเย็น!!! ตื่นขึ้นมาตั้งท่าอ่าน formal นิดหน่อยก็ไม่ได้อะไร ออกไปกินข้าวกลับมาก็ดูทีวี เล่นเน็ตๆ

แต่เมื่อเมื่อคนเราตกต่ำไปจนถึงจุดต่ำสุด ผมก็ตื่นซะที แปลกมากแค่ได้อ่านกระทู้เรื่อง Google Hackathon ของ aruj ที่เว็บบอร์ดภาคนั้นแหละ ลงไปนอนคิดอะไรมากมายเลย อยู่ดีๆ ก็กลับขึ้นมามีพลังอีกครั้งอย่างน่าประหลาดใจ

ตอนนี้ "ผมกลับมาแล้วครับ"

ปล.1 พอจะวิเคราะห์ถึงสาเหตุได้นิดหน่อย
ก. ไม่รู้จักประมาณตัวเอง และจัดสรรเวลาพักผ่อน อย่างเหมาะสม พอจะทำอะไร ก็บ้าถึงมันตลอดเวลา คิดถึงมันตลอดเวลา ทำให้พลังหมดไปอย่างไม่ถูกชาร์ตคืน
ข. มีความอคติกับการสอบมากไปหน่อย พอถึงช่วงสอบ เมื่อรู้สึกตัวว่ามีภาระต้องอ่านหนังสือ ซึ่งต้องหยุดกิจกรรอย่างอื่นก่อน แต่กลับไม่ยอมอ่านหนังสือ และพาลทำให้ไม่ทำกิจกรรมอื่นๆ ไปด้วย(เพราะคิดว่าต้องอ่านหนังสือก่อน)
ปล.2 ขอบคุณอรุชมาก (อาจจะงง ว่ายังไม่ได้ทำอะไรเลย)

เว็บทายเพศด้วยการคลิ๊กเพียงปุ่มเดียว

หายไปไม่ได้อัพ space นาทีเดียวเลย มีหนังสองเรื่องที่ไปดูมากนานมากๆ แล้วแต่ยังไม่มีอารมณ์เขียนถึง

วันนี้เอาอะไรเล่นๆ สนุกๆ มาฝาก

เว็บๆ นี้จะทายเพศของเราได้ เพียงแค่เราคลิ๊กปุ่มเดียวเท่านั้น ว้าววว น่าทึ่งใช่มั้ยหละ เดี๋ยวแท็ปทดลองให้ดูก่อน

Likelihood of you being FEMALE is 1%

Likelihood of you being MALE is 99%

Site

Male-Female Ratio

google.com

0.98

msn.com

0.92

youtube.com

1

amazon.com

0.9

blogger.com

1.06

imdb.com

1.06

apple.com

0.89

digg.com

1.56

hp.com

1.11

forbes.com

1.6

nydailynews.com

1.27

hi5.com

0.85

mozilla.com

1.13

hotmail.com

0.83

thepiratebay.org

2.13

macrumors.com

2.08

skype.com

1.27

sciencedirect.com

0.96

engadget.com

1.7

gmail.com

0.9

tinyurl.com

0.83

bittorrent.com

1.44

slashdot.org

1.74

howtogeek.com

2.23

555 เป็นชายชาตรี 99% สำหรับใครที่สนใจเล่นก็ลิงค์ข้างล่างนี้เลยย

Using your browser URL history to estimate gender

เห็นมาจาก : duocore.tv

หลักการเดาของเค้าก็ง่ายๆ แค่ไปเช็คดูจาก History ของ Web browser ของเราว่าเราเข้าไปดูเว็บอะไรบ้าง ซึ่งเค้าก็จะมีข้อมูลที่ประเมิณไว้ว่าคนที่เข้าไปดูเว็บนี้มีอัตราส่วนเป็นผู้ชายต่อผู้หญิงเท่าไหร่ แล้วเข้าก็เอามาเข้าสูตรคำนวณของเค้าเล็กน้อยก็ได้เป็นคำตอบออกมา

เพราะฉะนั้น สำหรับเครื่องคอมฯที่ไม่ได้ใช้คนเดียวก็คงไม่ได้ผลตรงนัก

ลองเล่นดูละกัน แต่ขำๆนะ (เจ้าของเว็บเค้าเขียนเตือนไว้ว่า "please don’t do this for real.") ได้ผลยังไง เล่าให้กันฟังบ้าง

วันนี้แค่นี้ก่อนละกัน