Monthly Archives: June 2008

ลึกซึ้งที่สุด

วันนี้สโมสรไลออนทั่วโลก มาเดินพาเหรดที่ถนนหน้าจุฬา เลยได้หยุด ก็เลยไปดูเรื่องนี้มา

รัก | สาม | เศร้า

จากชื่อและโปสเตอร์ก็คงเดาได้ว่าเป็นเรื่องความรักของสองหญิงหนึ่งชายทั่วไป แต่จะบอกว่าเนื้อหาภายในคมคายมาก

หนังอาจจะเต็มไปด้วยคำหยาบ แต่เนื้อหาที่ให้กลับเป็นความรักที่จรรโลงโลกยิ่งนัก

ส่วนตัวแท็ปชอบกับความเรื่อยๆ ของหนังดูแล้วอินตามไป ชอบการทำอะไรอย่างจริงใจของตัวละคร ซึ่งหนังถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมเหตุสมผล และการเสียสละเพื่อนความรักของทั้งสามคนนั้น

ส่วนที่ไม่ชอบคือเรื่องของพี่เอกที่ดูแปลกๆ หน่อย

แต่ต่อไปนี้จะเป็นบทวิเคราะห์ของเจ้าเก่าที่แท็ปเอามาให้อ่านกันบ่อยๆ คือ หลังจากดูเสร็จแล้วกลับมาอ่านบทวิเคราะห์-วิจารณ์ของเค้าแล้ว รู้จี๊ดมาก เราก็ยังเข้าไม่ถึงแก่นอีกตามเคย ก็เลยจะตัดส่วนที่แท็ปชอบมาให้อ่านกัน

ถ้าอยากอ่านเต็มๆ จากต้นฉบับก็ ตามนี้ http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=aorta&month=23-06-2008&group=14&gblog=99

บทวิเคราะห์นี้สปอยด์สุดๆ เลยนะ

…ฉากกินฉี่ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการแสดงถึงตัวตนของตัวละครและความรัก ผ่าน การกระทำ

ทั้งๆ ที่ตอนเริ่มต้นฉากนี้ผมเริ่มรำคาญที่หนังวนเวียนกับบทสนทนาปัสสาวะบำบัด เพราะรู้สึกว่าหนังเริ่มจะ เล่น มากเกินแบบไม่จำเป็น จนกระทั่งเมื่อถึงตอน พายุเดินออกมาพร้อมแก้วน้ำ หนังทำให้เห็นว่า เรื่อง ฉี่ ในหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีเล่นแค่เอาขำขำ แต่ มันแสดงถึง ตัวตน ของ คนหนึ่งคนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อแสดงออกถึงความรักของตัวเอง

เพียงเพราะตัวเขาไม่ใช่คนสไตล์ที่พูด ความรู้สึก ออกมาตรงๆ แต่หากมองที่การกระทำโดยไม่ต้องพูดก็รู้ว่ารักและห่วงอีกคนมากแค่ไหน

ใน ขณะเดียวกัน ฉากนี้ ก็กลับมาย้ำให้เห็นถึง ความรักและตัวตนของคนอีกหนึ่งคน ซึ่งก็คือ ฟ้า ที่เริ่มต้นมองเรื่องกินฉี่เป็นเรื่องตลกแต่สุดท้ายกลับกล้าที่จะหยิบมากิน ทั้งๆที่เธอเลือกจะไม่รักษามาพักใหญ่ ซึ่งนั่นก็เพราะ

…ฟ้า ถูก สร้างมาให้เป็น คนที่ไม่มีใครต้องการ ถึงเธอจะมีแฟนมีพ่อ แต่ แฟนมีกิ๊ก พ่อสนใจแม่เลี้ยงมากกว่า เวลาป่วย แฟนอยู่กับหญิงอื่น พ่อก็ดูจะไม่ได้ใส่ใจหนักหนา เมื่อไร้ความรัก คนเช่นฟ้าก็ไม่เห็นว่า จะต่อสู้เพื่ออยู่ไปทำไม เธอจึงไม่สนใจต่อการกินยาหรือการรักษาใดๆทั้งสิ้น

จนเมื่อ พายุ พัดเข้ามาในชีวิตพร้อมความรัก ฟ้าที่มืดมนก็ต้องการจะสว่างขึ้นมาอีกครั้ง อยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เราจึงเห็นฉากที่เธอกล้าที่จะหยิบฉี่มากินตามที่พายุแนะนำ และหนังก็ทำให้เห็นอีกครั้งว่า ความรักเป็นพลังสำคัญที่ทำให้คนแต่ละคนมีชีวิตอยู่ต่อไป

ไม่ว่าจะ เป็น ความรักจากพ่อ จากพี่ จากแฟน หรือ กระทั่ง การรู้จักที่จะรักตัวเอง แต่หากเมื่อใด เราไม่หลงเหลือความรักไว้กับตัว เมื่อถึงคราวที่สิ้นหวังเราก็มักจะไม่ต้องการมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

… คาแรกเตอร์ของ ฟ้า เปิดเผยตรงไปตรงมาตรงข้ามกับ น้ำ กับ พายุ

ฉากริมน้ำ ที่น้ำถามพายุว่า เคยแอบรักใครบ้างไหม แล้วทั้งคู่ก็ตอบเหมือนๆกันว่า เคย แต่ไม่กล้าบอกออกไป

แสดง ให้เห็นถึง ภาพตัวตนของ พายุ กับ น้ำ ว่ามีความเหมือนกันตรงที่ ทั้งคู่มักเก็บงำความรู้สึกไว้ในใจเพียงลำพัง ไม่ถนัดเผยความรู้สึกออกไปตรงๆ

ความรักของสองคนนี้ มักแสดงออกผ่าน การกระทำ อย่างเช่น ฉากกินฉี่ของพายุ หรือ การเดินออกจากวงจรความรักที่ตัวเองกลายเป็นส่วนเกินของ น้ำ

ความ เหมือนที่เป็นคนพูดน้อยของทั้งคู่ ไม่ได้ทำให้ทั้งสองคนได้คู่กัน เพราะลูกศรความรักของทั้งคู่ชี้ไปคนละทาง แต่ ความพูดน้อยของคนสองคนก็พาให้ลูกศรได้มีโอกาสมาชี้เข้าหากันในตอนท้าย

จากจุดเริ่มต้นของ ซีดี กับ เวลาสามนาที

ซี ดี กับ เวลาสามนาที คือ การบอกรักและการขอโอกาสจาก น้ำ ที่พายุมองข้ามไป แม้จะทำให้เธอผิดหวังเสียใจแต่เธอก็ไม่ทำอะไรให้คนอื่นรู้ถึง ความเจ็บปวดข้างใน จนกระทั่งตอนท้ายที่ พายุ อยากจะขอโอกาสจากน้ำบ้าง เขาก็ใช้วิธีการคล้ายคลึงกัน นั่นคือ เลือกซุปตีนไก่กับการขอเวลาสั้นๆ เป็น การบอกรักและขอโอกาสกลับคืน

ฉากสุดท้ายนี้ ส่วนตัวมองว่า ไม่ใช่การทำตามสัญญาที่ฟ้าขอไว้ เพราะ ฟ้าไม่ได้ขอให้ พายุ รัก น้ำ

ฟ้าแค่ขอว่า อย่ารักใคร แต่ถ้าจะรักขอให้เป็น น้ำ เท่านั้น

ดังนั้น ถ้าจะทำตามสัญญา พายุ คงไม่ปล่อยเวลาไปนานถึงห้าปี แต่ ความรู้สึกผูกพันที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นหลังจากเติบโตมากขึ้น หลังจากรู้ความจริง ทำให้ พายุ สามารถตอบคำถาม น้ำ ได้ว่า ทำไมถึงไปกินซุปตีนไก่ ทั้งๆที่ไม่เคยกินมาก่อน

ครั้งหนึ่งที่ไม่ชอบซุปตีนไก่ แต่ก็ไม่ได้แปลว่า ชั่วชีวิตนี้จะไม่กิน
ครั้งหนึ่งที่ไม่รัก ก็ไม่ได้แปลว่า ชั่วชีวิตนี้จะไม่รักกัน

เพียงแค่ เวลา เท่านั้น ที่มันอาจจะไม่ได้เกิดตรงกันที่คนสองคน จะสามารถมอบความรักเหมือนลูกศรที่หันหน้าเข้าหากัน

….ถึงตรงนี้ ถ้ามีคนถามว่า ทำไมผมถึงชอบ รัก|สาม|เศร้า ผมตอบไปว่า ผมชอบประเด็นความรักทั้งรูปแบบของแฟน และ ความรักในรูปแบบเพื่อน ซึ่งมิตรภาพในหนังเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งรูปแบบความรักที่งดงามไม่แพ้รักของ หนุ่มสาวเลย

เราได้เห็น

ความรักที่ผลักดันให้คนรักกันไปมี ชีวิตที่ดีกว่า ความรักที่อยากเห็นคนที่เรารักมีความสุข ความรักที่แม้จะเจ็บแต่ก็เป็นความเจ็บที่ไม่ได้เกิดจาก การทำร้ายกัน

…หลายคนสงสัยว่า

ความรักแบบในหนังมีจริงหรือ ในเมื่อเราเห็นข่าวแต่ละวันคือ การแย่งชิงตบตีฆ่ากันให้ตาย เมื่อคนรักจากเราไป

ความรักแบบที่ไม่คิดทำร้ายกัน ความรักที่แค่อยากให้อีกคนนั้นมีความสุข แม้รู้ว่าเราจะต้องทุกข์ใจ

ความ รักสวยหรูแบบนี้อาจจะมีแต่ในอุดมคติ แต่ อุดมคติเช่นนี้มิใช่ ไม่มีวันเป็นจริง เพราะ ความรักไม่ใช่เครื่องประดับที่อยู่กับใครแล้วจะดูสวยกว่ากัน ไม่ใช่สิ่งที่เป็นของใครคนใดคนหนึ่งเพียงผู้เดียว

เหมือนตอนที่ ฟ้า รู้ว่า ตัวเองเก็บ ความรักไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ในเมื่อตัวเองกำลังจะตาย แต่น้ำกลับตอบว่า มันเกี่ยวด้วยหรือว่า ความรักอยู่กับใครแล้วจะมีประโยชน์มากกว่ากัน

ความรักจะอยู่ที่เธอ หรือ อยู่ที่ฉัน ไม่สำคัญหรอกว่าจะอยู่ที่ใคร และ ก็ไม่มีใครถูกหรือผิดในเรื่องของความรัก

… หากเพียงแค่ รักเป็น ก็จะรู้ว่า ความรัก เป็นมากกว่า ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ เป็นมากกว่าการครอบครอง แต่เป็น พลังงานที่จะผลักดันให้คนมีชีวิตต่อไปข้างหน้า เป็นยาวิเศษที่จะรักษาบาดแผลทั้งหลายในจิตใจ

เพราะรัก จึงทำให้ เพื่อนหนึ่งคนยินดีสละความสุขส่วนตัวเพื่อเห็นเพื่อนอีกคนมีความสุข

เพราะรัก จึงทำให้ เพื่อนคนหนึ่งไม่ลังเลใจที่จะรับผิดชอบความผิดพลาดในชีวิตของเพื่อนอีกคนอย่างเต็มใจ

เพราะรัก จึงทำให้ เพื่อนไม่สามารถจะมีความสุขได้เมื่อรู้ว่าเพื่อนอีกคนกำลังร้องไห้อยู่ลำพัง

…ทั้งสามคนในจอหนัง เจ็บปวด กับทางเลือกที่เสียสละ แต่ สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ สุข กับทางเลือกที่ทำเพื่อคนรัก

ใน ขณะที่คนอีกจำนวนมากในสังคมจริง สะใจ กับ ทางเลือกที่ทำร้ายอีกฝ่ายให้แสบสันต์ สะใจ กับ ชัยชนะที่ได้ครอบครอง แต่ สุดท้ายแล้วก็ต้อง ทุกข์ กับ ความรักที่ไม่มีอยู่จริง เพราะ ไม่เหลือคนที่เก็บความรักจริงไว้ให้เรา มีแต่ ชัยชนะที่ว่างเปล่า เพราะไม่เหลือใคร นอกจาก ความแค้นสะใจที่ทำลายความรู้สึกดีๆให้พินาศลง

จบแค่นี้ ถ้าติดใจไปอ่านต่อได้ที่ http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=aorta&month=23-06-2008&group=14&gblog=99

ดูออกมาแล้วแปลก แทนที่จะอินซึ้งไปกับหนัง แต่กลายเป็นรู้สึกนิ่ง รู้สึกมีสติมาก รู้สึกมีความศรัทธาให้กับความรักมากขึ้น รู้สึกว่าความรักคุ้มค่ากับการรอคอย ทำให้มีกำลังใจมากขึ้นในการใช้ชีวิตต่อๆไป

เวลาไม่ได้บอกอะไร & ไม่อยากเป็นคนผิด

เวลาไม่ได้บอกอะไร & ไม่อยากเป็นคนผิด สองเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกันเลย แค่เป็นเรื่องที่ได้คิดถึง วิเคราะห์มัน ในช่วงอาทิตย์ สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เลยอยากเขียนอธิบาย สิ่งที่คิดไว้ เท่านั้นเอง

เวลาไม่ได้บอกอะไร

หลายๆ ครั้ง เมื่อเวลาคนพูดถึงคู่รัก มักจะมีเรื่อง"เวลา"เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอๆ เช่น คู่นี้ไวไฟเหลือเกิน คู่นี้รักกันมานานมาก คู่นี้คบกันแป๊ปเดียวก็เลิกละ ฯลฯ ไม่อยากจะให้ตัดสินอะไร ด้วยเวลาอย่างเดียว เพราะผมคิดว่า "เวลา" ไม่ได้เกี่ยวโดยตรงทีเดียว

ลองคิดดู คนนึง แอบชอบคนนึงอยู่ แปด-เก้า ปี แต่เค้าเรียนคนละที่กัน แทบไม่ได้เจอกันเลย เจอกันปีละครั้ง กับอีกคนนึง ซึ่งแอบชอบ เพื่อนที่เจอกันทุกๆ วัน เพียงแค่ปีเดียว อยากจะถามว่า แบบไหนอึดอัด ลำบากใจ มีผลต่อจิตใจมากกว่ากัน

คนที่คบกันหลายๆ ปี แต่ไม่มีเวลาให้กัน นานๆ เจอกันที กับ คนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วย กันตลอดเวลา หนึ่งเดือน แบบไหนจะมีความสัมพันธ์ ได้รู้จักกันและกันมากกว่ากัน

เลยพอจะสรุปได้ว่า ถ้าจะกล่าวถึงเวลา ต้องมีบริบทอื่นประกอบด้วย เพราะเวลานั้นไม่ได้บอกอะไรเลย เวลาบอกเพียงแค่ตัวมันเองผ่านมาเท่าไรแล้วเท่านั้น

ไม่อยากเป็นคนผิด

มันมีสาเหตุนึงที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลคู่ใดๆ เพื่อน แฟน ผู้ร่วมงาน เมื่อมีปัญหาแล้ว จะมีอีกฝ่ายนึงมาง้อ หรือขอโทษ สาเหตุนึงนั้น มาจากความรู้สึกในจิตสำนึกว่า เราไม่อยากเป็นคนผิด บางครั้งความผิดนั้นอาจจะไม่ได้โจ่งแจ้งหรือเราอาจจะไม่ได้ผิดเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าลองพิจารณาให้ดีแล้ว สาเหตุที่เรายังกังวลใจอยู่ เพราะเรื่องนี้จริงๆ

เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย กับเรื่องไหน อย่างไร ก็คอมเมนต์บอกกันด้วย (จริงๆ รู้สึกเขียนไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ไม่มีสมาธิแหะ)

Nobody perfect…

เรื่องนี้ดูตั้งแต่วันแรกที่เข้าเลย เพราะไม่ได้ดูหนังมาซักพักละ บวกกับอยากหาอะไรผ่อนคลาย จากในห้องเรียนเริ่มจะหนักขึ้นๆ ตามลำดับ ด้วย

แทบจะไม่เคยดูเลยสำหรับ series ชุดนี้ แต่ก็พอได้ยินกิตติศัพท์มาบ้าง พอจะเดาได้ว่าแนว คงไม่ทำให้ผิดหวังจึงเลือกไปดู อย่างไม่ลังเลมากนัก

Sex and The City

เป็นเรื่องราวของเพื่อนสนิทสี่สาว(เมื่อนานมาแล้ว) กลุ่มนึง ซึ่งเป็นตัวแทนของสาวๆแห่ง New York ที่มีความต้องสองอย่างคือ สินค้าแบรนด์ดัง และความรัก สำหรับเนื้อหาในภาคจอเงินนี้ ก็เกี่ยวกับมุมมองความรัก การใช้ชีวิต และปัญหาของพวกเธอพบนั่นแหละ

อารมณ์หนังก็ขำๆ ดี ติดเรตพอสมควร แต่โดนหมอกไว้Baring teeth เนื้อหา ก็ผู้เรื่องใช้ได้ แต่เหมือนต้องการยัดหลายๆ อย่างลงไป ทำให้การเล่าเรื่องไม่เรียบซักเท่าไหร่ สำหรับแท็ปช่วงกลางค่อนข้างหงุดหงิด กะการตัดสินใจของสาวๆ(เหลือน้อย) เหล่านี้มาก โตๆ กันแล้ว งานที่ทำก็มีสาระกัน แต่ทำไมไร้เหตุผลกันเช่นนี้ (แต่ในหนังก็บอกแหละว่า เค้าใช้ความรู้สึกกัน อะๆ ก็ได้ๆ)

แต่ก็นั่นแหละ ทำให้เป็นที่มาของชื่อ blog นี้ nobody perfect เรื่องนี้แสดงให้เห็น มุมขาว และดำ ในทุกตัวละคร คนที่ตัดสินในเรื่องการงานได้ดี เก่ง เฉียบขาด ก็ไม่ได้หมายความว่า เค้าจะสามารถทำได้ดีกับเรื่องการใช้ชีวิตอื่นๆ และแต่ละคนล้วนมีพื้นฐานชีวิต ประสบการณ์ที่พาลพบมา ต่างกัน จึงทำให้เกิดความคิด การตัดสินใจในแต่ละสถานการณ์ต่างๆ กัน (แต่ยังไงก็ไม่อินกะความคิดของตัวละครอยู่ดีสิหน่า) ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก ของการเกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ในสังคมที่พบๆ กันอยู่

แท็ปคิดว่า concept เรื่อง nobody perfect ทุกๆคนคงเคยได้ยิน คงเข้าใจมันกันอยู่ละหละ
แต่ ถ้าคุณเข้าใจมันแล้ว คุณได้เคยยอมรับ ลองให้อภัยคนที่คุณ โกรธ เกลียด มากๆ หรือยัง nobody perfect นะ

    400_sexandthecity_movieposter_080116_newline.jpg    sex-and-the-city-movie-reviews-050608-03.jpg

      sex-and-the-city-the-movie-20071023025516122.jpg