ความรู้สึกต้องห้าม สำหรับคนทำงาน

เพิ่งจบไปสำหรับงานรับน้องก้าวใหม่’51 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
ตัวผมทำอยู่บ้านเดิมที่อยู่มาตั้งแต่ปีหนึ่ง คือ บ้านเอช้วน
 
จริงๆ กะว่าจะไม่ทำแล้วหละ ไม่ได้สนุกกับเนื้อหาของงานเท่าไหร่แล้ว แต่มีสองเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจทำ ข้อแรก เป็นพ่อบ้านปีที่แล้ว ข้อสอง คือ พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ทำกัน ก็ไปช่วยเค้า ไปเจอ ไปคุย ไปเล่นกัน หน้าที่ๆ ตั้งใจไปทำคือ ช่วยแก้ปัญหาและ ช่วยเก็บรายละเอียด ให้ทำงานได้ราบรื่นขึ้น
 
ปีนี้ปีสี่แล้ว เพื่อนๆ น้องๆ ก็ทำงานตำแหน่งใหญ่ๆ โตๆ กันก็มี ส่วนตัวเรากลับทำในตำแหน่งที่เล็กลง เหมือนว่าจะไม่ได้ทำอะไร แต่จริงๆ แล้ว กลับได้อะไรมามากมาย เรื่องที่จะอธิบายให้ฟังต่อไปนี้ เป็นหนึ่งในประเด็นที่ส่วนตัวได้จากงานนี้ (เล่าให้ฟังไปหลายคนละหละ แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ คนที่อยากจะเล่าให้ฟัง)
 
เรื่องมีอยู่ว่าผมได้ข้อสรุป ของความคิด ความรู้สึกต้องห้ามสำหรับคนทำงานอย่างนึง คือ ความรู้สึกที่ว่า "เราเสียสละทำงานนี้อยู่"
 
ความคิดแบบนี้เกิดกับคนที่ทำงาน ด้วยความตั้งใจจริง พยายามทำเต็มที่ แต่งานนั้นออกจะปิดทองหลังพระนิดหน่อย ไม่ได้ทำอะไรที่คนส่วนมากเค้าทำกัน เสียสละตนทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่
 
ที่บอกว่าความคิดนี้อันตราย เพราะว่า คนที่ขณะทำงานแล้วคิดแบบนี้อยู่ มีโอกาสที่จะเสียใจ ท้อแท้ เหนื่อย เครียด มากกว่าและง่ายกว่าปกติ sensitive ต่อคำพูดของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้ยินประโยคที่ความหมายประมาณว่า "เหนื่อยแล้วทำๆ ไมหละ" มีบึ้มแน่นอน และขณะที่เค้าทำงานนั้น เราก็ไม่สามารถไปเบรคได้ด้วย คำพูดของเราที่ว่า "อย่าเครียดมากนะ" "กินข้าวยัง" "พักบ้าง" จะถูกละเลยไปหมดสิ้น ด้วยความทุ่มเทและตั้งใจของเค้า
 
หนทางช่วยเหลือที่พอจะคิดได้ก็คือ เข้าไปช่วยทำ น่าจะเป็นหน้าที่ของหัวหน้า หรือผู้ใหญ่ในงานนั้นๆ ต้องคอยสังเกตทีมงานและจัดคน(รวมถึงตัวเอง) เข้าไปช่วยเค้า เป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันได้
 
ในช่วงแรกที่ผมสรุป ความคิดนี้ได้ คิดว่าอารมณ์นี้จะเป็นเฉพาะกับงานในมหาวิทยาลัยหรือเปล่า เพราะเป็นงานที่ไม่มีสิ่งตอบแทนเป็นรูปธรรม หลายคนอาจจะหลงประเด็นว่ากิจกรรมในมหาวิทยาลัยมีเพื่ออะไร กลับทุ่มแรง ทุ่มความเครียดลงไปจนเกินพอดี แทนที่กิจกรรมในมหาวิทยาลัยจะช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน กลับทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แต่หลังจากได้เล่าให้พ่อของผมฟัง ก็ได้รู้ว่า ไม่ใช่แค่ในมหาวิทยาลัยหรอก ในสังคมภายนอก ก็มีให้พบเห็นได้ ยกตัวอย่างเช่น หัวหน้าครอบครัวที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัวอย่างหนักตัวคนเดียว ก็เป็นอีกคนนึงที่อาจจะมีความคิดแบบนี้ได้ ในช่วงที่อ่อนล้า
 
ลองนึกย้อนไป ตัวเองก็เคยมีความคิดแบบนี้เช่นกัน ในงานๆนึงทำให้ fail ไปเลย และก็ได้เห็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เคยพบเห็นผ่านมาในชีวิต สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากสาเหตุนี้ ก็หลายเรื่อง
 
เลยอยากให้ทุกคนเข้าใจ และเตรียมตัวรับมือกับมัน อย่าให้มันเข้ามาครอบงำเราได้ ไม่ดีหรอก จะทำให้ทำงานไม่มีความสุข ชีวิตไม่มีความสุขกันเปล่าๆ

Advertisements

3 thoughts on “ความรู้สึกต้องห้าม สำหรับคนทำงาน

  1. Music

    อืมมมมม
     
    อ่านดู แล้ว รู้สึกว่าประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้ผ่านมาหรือกิจกรรมต่างๆที่เราได้ทำ
     
    มันคือการเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่
     
    ซึ่งแต่ละคนก็จะเรียนรู้หรือรับรู้ได้ต่างกัน
     
    บางคนมองแต่แง่ที่เลวร้าย ทำให้ท้อแท้ ล้มเหลว
     
    แต่ทุกครั้งที่เราได้อ่าน space แท็ป
     
    เรารู้สึกว่าเราได้เรียนรู้ความเป็นจริงของโลก
     
    แล้วก็ เรียนรู้การใช้ชีวิตจากเรื่องราวที่ได้อ่าน
     
    เราว่า เรื่องราวที่เราได้ผ่านมา 20 กว่าปี มันทำให้เราโตมาเป็นเราในวันนี้
     
    แล้วเราก็คงจะต้องเจออะไรอีกมาก
     
    มีอารายดีๆ ก็เขียนให้อ่านอีกนะ
     

    Reply
  2. ...chubby

    จิงด้วยหว่ะ ไม่เคยคิดเหมือนกันเนอะ ว่ามันจะเครียดกว่าปกติ

    Reply
  3. Nuttanart

    ชับ >> จริงๆมันมีสาเหตุว่าทำไมเราถึงคิดแบบนั้นอะ อย่างนึงก็เพราะเราไม่ได้สนุกกับงานที่ได้รับมอบหมายอะ เพราะงั้นถ้าทำใจตัวเองให้สนุกกับมันได้ ก็น่าจะช่วยได้

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s