Monthly Archives: May 2008

คนที่ใช่ในวันที่ผิด

ช่วงนี้อยู่บ้านไม่มีอะไรทำเลยหาหนังมาดู เป็นหนังที่เข้าในบ้านเราแล้วก็ออกไปแล้ว แต่เข้าเฉพาะโรงพารากอนเลยไม่ได้ไปดู
 
Dan in Real Life
 
เป็นเรื่องราวของ พ่อหม้าย เมียเสียชีวิตไปสี่ปีแล้ว เป็นนักเขียนคอลัม How-to ที่เอาตัวเองไม่รอด กำลังมีปัญหากับลูกสาวสามคนซึ่งอยู่ในช่วงวัยรุ่น เรื่องของเรื่องคือ ระหว่างที่พาลูกไปงานรวมญาติ เค้าได้พบผู้หญิงคนแรกที่ทำให้เค้าเปิดใจหลังจากภรรยาเค้าตาย แต่เธอดันเป็นแฟนใหม่ของน้องชายของเขา ซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ตลอดช่วงงานรวมญาติซะงั้น
 
นอกจากหนังจะเล่นกับประเด็นคนที่ใช่ในวันที่ผิดแล้ว ประเด็นรองยังเป็นเรื่องครอบครัว การเข้าใจลูก เค้าห้ามลูกสาวคนโตขับรถ เพราะกลัวอันตราย เค้าห้ามลูกสาวคนรองมีแฟน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพิ่งรู้จักกันได้แค่สามวัน แต่เค้ากลับหลงรักผู้หญิงคนนั้นในสามชั่วโมง จนทำให้เพ้อขับรถผิดกฏจราจร รับไปใบสั่งจากตำรวจไป
 
หนังเรื่องนี้มีมุกตลกตลอดเรื่อง ประเด็นเนื้อหาก็น่าสนใจ ตอนแท็ปดูก็อึดอัดแทนเค้าเหลือเกิน กับการที่ต้องเก็บความรู้สึกเอาไว้ ในช่วงที่อยู่ด้วยกันในงานรวมญาติ จบแบบ Happy ending แต่แอบแถนิดหน่อย (ดูแล้วนึกถึง Enchanted)
 
ถ้ามีโอกาสได้ดูกัน รับรองไม่เสียเวลาเปล่าแน่นอน
 
"You are a muderer of loveeeeee"
 
  hr_Dan_in_Real_Life_poster  Dan-in-Real-Life2

ความรู้สึกต้องห้าม สำหรับคนทำงาน

เพิ่งจบไปสำหรับงานรับน้องก้าวใหม่’51 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
ตัวผมทำอยู่บ้านเดิมที่อยู่มาตั้งแต่ปีหนึ่ง คือ บ้านเอช้วน
 
จริงๆ กะว่าจะไม่ทำแล้วหละ ไม่ได้สนุกกับเนื้อหาของงานเท่าไหร่แล้ว แต่มีสองเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจทำ ข้อแรก เป็นพ่อบ้านปีที่แล้ว ข้อสอง คือ พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ทำกัน ก็ไปช่วยเค้า ไปเจอ ไปคุย ไปเล่นกัน หน้าที่ๆ ตั้งใจไปทำคือ ช่วยแก้ปัญหาและ ช่วยเก็บรายละเอียด ให้ทำงานได้ราบรื่นขึ้น
 
ปีนี้ปีสี่แล้ว เพื่อนๆ น้องๆ ก็ทำงานตำแหน่งใหญ่ๆ โตๆ กันก็มี ส่วนตัวเรากลับทำในตำแหน่งที่เล็กลง เหมือนว่าจะไม่ได้ทำอะไร แต่จริงๆ แล้ว กลับได้อะไรมามากมาย เรื่องที่จะอธิบายให้ฟังต่อไปนี้ เป็นหนึ่งในประเด็นที่ส่วนตัวได้จากงานนี้ (เล่าให้ฟังไปหลายคนละหละ แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ คนที่อยากจะเล่าให้ฟัง)
 
เรื่องมีอยู่ว่าผมได้ข้อสรุป ของความคิด ความรู้สึกต้องห้ามสำหรับคนทำงานอย่างนึง คือ ความรู้สึกที่ว่า "เราเสียสละทำงานนี้อยู่"
 
ความคิดแบบนี้เกิดกับคนที่ทำงาน ด้วยความตั้งใจจริง พยายามทำเต็มที่ แต่งานนั้นออกจะปิดทองหลังพระนิดหน่อย ไม่ได้ทำอะไรที่คนส่วนมากเค้าทำกัน เสียสละตนทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่
 
ที่บอกว่าความคิดนี้อันตราย เพราะว่า คนที่ขณะทำงานแล้วคิดแบบนี้อยู่ มีโอกาสที่จะเสียใจ ท้อแท้ เหนื่อย เครียด มากกว่าและง่ายกว่าปกติ sensitive ต่อคำพูดของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้ยินประโยคที่ความหมายประมาณว่า "เหนื่อยแล้วทำๆ ไมหละ" มีบึ้มแน่นอน และขณะที่เค้าทำงานนั้น เราก็ไม่สามารถไปเบรคได้ด้วย คำพูดของเราที่ว่า "อย่าเครียดมากนะ" "กินข้าวยัง" "พักบ้าง" จะถูกละเลยไปหมดสิ้น ด้วยความทุ่มเทและตั้งใจของเค้า
 
หนทางช่วยเหลือที่พอจะคิดได้ก็คือ เข้าไปช่วยทำ น่าจะเป็นหน้าที่ของหัวหน้า หรือผู้ใหญ่ในงานนั้นๆ ต้องคอยสังเกตทีมงานและจัดคน(รวมถึงตัวเอง) เข้าไปช่วยเค้า เป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันได้
 
ในช่วงแรกที่ผมสรุป ความคิดนี้ได้ คิดว่าอารมณ์นี้จะเป็นเฉพาะกับงานในมหาวิทยาลัยหรือเปล่า เพราะเป็นงานที่ไม่มีสิ่งตอบแทนเป็นรูปธรรม หลายคนอาจจะหลงประเด็นว่ากิจกรรมในมหาวิทยาลัยมีเพื่ออะไร กลับทุ่มแรง ทุ่มความเครียดลงไปจนเกินพอดี แทนที่กิจกรรมในมหาวิทยาลัยจะช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน กลับทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แต่หลังจากได้เล่าให้พ่อของผมฟัง ก็ได้รู้ว่า ไม่ใช่แค่ในมหาวิทยาลัยหรอก ในสังคมภายนอก ก็มีให้พบเห็นได้ ยกตัวอย่างเช่น หัวหน้าครอบครัวที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัวอย่างหนักตัวคนเดียว ก็เป็นอีกคนนึงที่อาจจะมีความคิดแบบนี้ได้ ในช่วงที่อ่อนล้า
 
ลองนึกย้อนไป ตัวเองก็เคยมีความคิดแบบนี้เช่นกัน ในงานๆนึงทำให้ fail ไปเลย และก็ได้เห็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เคยพบเห็นผ่านมาในชีวิต สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากสาเหตุนี้ ก็หลายเรื่อง
 
เลยอยากให้ทุกคนเข้าใจ และเตรียมตัวรับมือกับมัน อย่าให้มันเข้ามาครอบงำเราได้ ไม่ดีหรอก จะทำให้ทำงานไม่มีความสุข ชีวิตไม่มีความสุขกันเปล่าๆ

wristband & me

อัพติดต่อกันอย่างรวดเร็ว จนเริ่มสังเกตอะไรได้อย่างนึง เกี่ยวกับวันเวลาที่อัพ space ว่ามันมีนัยอยู่ อยากรู้หรอ เราม่ายบอกกกก

topic นี้จะมาเล่าถึงเรื่องที่เพิ่งคิดได้ (หรือจะเรียกว่าได้คิดดี) เกี่ยวกับ wristband ที่อยู่บนข้อมือข้างซ้ายแท็ปได้ซักพักละ

กล่าวถึงประวัติอย่างย่อๆ ของมันหน่อยละกัน ก็ มีสีขาว ได้มาพร้อมตั๋วงาน concert Linkin park Live in Bangkok ครั้งที่ 2 เมื่อ 11/11/07
ตัวอักษรที่ปรากฎอยู่คือ "LINKIN PARK Help Stop Global Warming" มีความพิเศษคือเรืองแสงได้ในที่มืด

เหตุผลที่นำมาใส่ติดตัวอยู่ถึงปัจจุบัน หลักๆ เลยคือ เพราะมันเรืองแสงได้นี่แหละ (ก็จะมีนิดหน่อยตรงที่คนเลิกฮิตกันไปแล้วด้วย ถ้าเค้าฮิตๆ ก็อยู่คงไม่ใส่) ที่ผ่านมาคิดแค่นี้มาโดยตลอด

แต่เพิ่งได้มีโอกาสฉุดคิดถึง เหตุผลจริงๆ ของการใส่มัน เพราะคนๆหนึ่ง (รู้ตัวนะ) คือ คิดว่าจริงๆ แล้ว wristband อันเนี้ย แสดงถึงความคิด ตัวตนของแท็ปได้อย่างแจ่มชัดเลยหละ

เจ้า wristband เนี้ย จะส่องแสงก็ต่อเมื่ออยู่ในที่มืดเท่านั้น และถ้าคนจะสังเกตได้ต้องเป็นสถานที่มืด (แบบจริงจังเลยด้วย) ถ้าอยู่ในสถานที่ปกติคนก็คงมองเป็นแค่ wristband ธรรมดาๆ อันหนึ่งเท่านั้น

"เรามีดีไม่ต้องบอกใคร", "ไม่สนใจกับการดูถูก เหยียดหยาม โกรธเกรี้ยวจากคนที่ไม่รู้จักเราจริง"

แท็ปมีอีกนิสัยนึง ว่า จะมีความรู้สึกอยากทำงานช่วยเหลือคนมากที่สุด เมื่อคนๆนั้น, งานนั้นๆ ไม่มีคนทำ ขาดคน แต่หากมีคนทำแล้ว ก็จะไม่อยากทำ ถึงแม้ตัวเองไม่มีอะไรทำก็ตาม ตรงกับเจ้า wristband ที่จะส่องสว่าง เมื่อเราขาดแสงจากที่อื่นแล้วเท่านั้น

"มีความสุขกับการสร้างประโยชน์ขณะที่มีผู้ต้องการจริงๆ"

แค่นี้แหละๆ จบละ คิดไปก็น่าแปลกนะ ยางเส้นนึงมันเกี่ยวข้องกับชีวิตเราได้ถึงขนาดนี้

romantic/comedy อย่างมีสาระ

ช่วงนี้รู้สึกว่าตัวเองจะประทับใจหนังบ่อยจริงๆ ทำไมเรื่องโน้นเรื่องนี้ก็ชอบไปหมดก็ไม่รู้

Penelope

เป็นเรื่องราวของหญิงสาวซึ่งเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ ซึ่งต้องคำสาปให้ตนมีจมูกหมู ต้องตามหารักจากชายผู้มีฐานะเท่าเทียมกัน เพื่อแก้คำสาป แต่ชายมีอันจะกินคนไหนเล่า จะยอมแต่งงานกับเธอ

เป็นหนังเรื่องแรกในรอบหลายๆ เดือนที่เข้าไปดูในโรงตั้งแต่วันแรกที่หนังเข้าฉาย ปกติจะต้องรอคำวิจารณ์จากคนอื่น ที่ไปเสี่ยงให้ก่อนว่าคุ้มค่าหรือไม่
แต่สำหรับเรื่องนี้ เนื่องจาก อารมณ์เซ็งๆ หนังอาทิตย์ก่อนก็ไม่มีอะไรให้ดู และบางสิ่งดลใจให้ตัดสินใจเข้าไปลองเองเลยกับเรื่องนี้ ผลที่ได้ออกมาถือว่าดีทีเดียว

นอกจากตัวหนังจะทำหน้าที่ของ romantic/comedy ได้อย่างครบถ้วน ไม่ขาดตกบกพร่อง ดูออกมาฉ่ำชื่นหัวใจแล้ว ยังมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจหลายประเด็น  มีการหักมุมด้วยแหละ

จุดด้อยที่พอจะเห็นได้ก็ การตัดภาพบางฉากที่ดูเร็ว งงๆ ไปหน่อย พาลให้ดูไม่รู้เรื่องเอา แต่ก็พอเดาได้นะ

สรุป แนะนำครับ รับประกันคุณจะได้รับรอยยิ้มกลับไปแน่นอน หลังจากดูจบ

ปล. ชอบทรงผมพระเอกอะ ใครไปดูมาช่วยมาบอกด้วยว่าเค้าเรียกว่าทรงอะไร (มันไม่เหมือนกับโปสเตอร์ข้างล่างเนี้ย) วันหลังจะไปตัดบ้าง เริ่มเบื่อทรงเก่า (จริงๆ มันก็ไม่ต่างเท่าไหร่หรอก แหะๆ)

 
penelopeposter.jpg


ชีวิต – ฝึกงาน ได้อะไรมากกว่าที่คิด

คิดไปคิดมาแล้ว มาเขียนถึงการฝึกงานไว้ตรงนี้ดีกว่า คือ จริงๆ
ไม่อยากจะจดบันทึกอะไรเป็นลายลักษณ์อักษร
เพราะว่ารู้สึกว่าความคิดบางอย่างก็เป็นแค่ความคิดแว๊บขึ้นมา
ยังไม่ได้ตกผลึก ยังไม่ได้หาเหตุผลว่าทำไม ดูลอยๆ ไป แต่ก็ไหนๆ
วันนี้ก็ว่างแล้ว (ก่อนจะไปทำรายงานฝึกงาน) ก็จะมานั่งคิด
นั่งตกผลึกเขียนเอาไว้ละกัน ให้คนอื่นๆได้อ่านด้วย

ขอออกตัวไว้ก่อนว่าความคิดผม อาจจะขัด ไม่ตรงกับความคิดของพวกคุณ มีอะไรแนะนำกันได้

เรื่องมันก็ต้องเริ่มจากว่า พอเรียนขึ้นมาถึงปี 3 ก็เริ่มคิดถึงอนาคต ว่าเราจะเรียนต่อ จะทำงาน หรือจะไปอะไรยังไงทางไหน
ก็พอจะสรุปความต้องการของตัวเองได้คร่าวๆ ว่า

  1. ไม่อยากเขียน web , webapp
    ซึ่งเป็นงานที่เห็นว่าคนที่จบทางนี้ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ทำกัน
    และจากที่เห็น(ย้ำว่าจากที่ตัวผมเห็น) พี่ๆ
    ที่จบไปก็ทำงานประมาณนี้กันซะส่วนมาก ถ้ายังทำสายคอมพิวเตอร์อยู่

  2. ตั้งใจว่าหนึ่งปีกว่าๆนี้เป็นต้นไป(นับตั้งแต่ยังไม่ปิดเทอม)
    จะหัดภาคปฏิบัติอย่างเต็มที่ เพราะรู้สึกที่ผ่านมาได้ทำน้อยเหลือเกิน
    เหมือนไม่มี skill อะไรจะไปทำงาน

  3. ไม่อยากทำงานบริษัทใหญ่ๆ ที่พี่ๆ ส่วนใหญ่ในภาคจบไปแล้วทำกัน เพราะรู้สึกว่ามันไม่นำเราไปสู่จุดหมายที่ต้องการได้

สาเหตุที่ไม่อยากมันก็มี ผมสนุกกับคอมพิวเตอร์ได้
เพราะการได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้วิ่งไล่เทคโนโลยี
ตื่นเต้นกับนวัตกรรมใหม่ เท่ๆ
และหวังว่าซักวันนึงจะมีโอกาสได้สร้างนวัตกรรมให้คนอื่นวิ่งตาม
ถ้าหากผมไปทำงานบริษัทเหล่านั้น ยิ่งบริษัทใหญ่เท่าไหร่
เค้าก็จะมีเทคโนโลยี รูปแบบ แบบแผนเป็นของตัวเอง แล้วไอ่สิ่งต่างๆ
ที่ผมสนุก ผมได้เรียนรู้รับมา มันก็กลายเป็นเพียงแค่กิจกรรมยามว่าง
(ซึ่งเมื่อมีงานประจำอยู่ก็ไม่รู้เราจะมีแรงทำอะไรกับงานอดิเรกยักษ์นี้ของ
เราซักเท่าไหร่) ไร้ประโยชน์ไปในทางด้านอาชีพ เหมือนกับคุณเป็นนักร้องเพลง
pop วัยรุ่นชื่อดัง แต่จริงๆ คุณชอบร้องเพลงแนวร็อคมากกว่า โอเค
มันอาจจะเป็นการร้องเพลงเหมือนกัน แต่นั่นแหละ มันไม่ใช่

ช่วงที่ทั้งภาคตื่นเต้นหาที่ฝึกงานกันอยู่ ผมก็โดนกดดันไปด้วย
กลัวว่าจะไม่มีที่ฝึกงาน แต่ก็จากที่กล่าวไปข้างต้นว่า
ไม่อยากทำอะไรอ่ย่างที่รุ่นพี่เคยทำมา
จึงรู้ตัวว่าไม่สามารถรออะไรจากคณะได้ จึงออกค้นหาบนโลกอินเตอร์เน็ตเอง
ก็ไปเจอโพสรับสมัครไว้ที่ forum ของ narisa.com
ตอนนั้นจับใจความได้ประมาณว่า รับสมัครเด็กฝึกงานมา config opensource
ตัวนึง ตอนนั้นก็สนใจ opensource อยู่
เพราะอยากรู้ว่ามันทำให้ผู้ที่ทำมันเนี้ย มีรายได้ เลี้ยงชีวิตได้อย่างไร
(สุดท้ายก็เหมือนกับที่เข้าใจในตอนแรกแหละ service เท่านั้น)

ก็ตัดสินใจอยู่พักนึง (จนโดนพี่เค้าว่ามา)
ตอนนั้นที่ค่อนข้างต้องใช้เวลาตัดสินใจ
เพราะรู้สึกให้ความสำคัญกับการฝึกงานและsenior project มากๆ
ว่ามันน่าจะเป็นอะไรที่ชี้อนาคตของเราเลยทีเดียว

โดยตอนนั้นกำลังมีความไม่มั่นใจอยู่ว่า งานแนว developer
ที่ต้องใช้การค้นคว้าหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้อย่างอิสระ เนี้ย
ในประเทศไทยจะมีให้เราทำหรือเปล่า โดยตอนนั้นคิดเรื่องเรียนต่อไว้
ว่าคงไม่เรียนแล้ว เพราะรู้สึกว่า(นี่ก็ความคิดส่วนบุคคล)
งานคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย ไม่ค่อยมีที่ไหน require โท คอมเลย
ส่วนมากแค่ตรีก็รับแล้ว เน้นประสบการณ์มากกว่า ถ้าจะเรียนต่อในประเทศไทย
ก็ไม่เรียนดีกว่า แต่ถ้าเป็นต่างประเทศ มันมีบริษัทที่ require โท หรือเอก
อยู่ แต่กับเกรดตัวเองไม่ค่อยดี จึงไม่หวังที่จะไปเรียนต่อเมืองนอก
(เนื่องจากไม่อยากรบกวนทางบ้านแล้ว) และจริงๆ ก็อยากอยู่ประเทศไทยอยู่ดี

บวกกับความรู้สึกตอนเรียน ที่รู้สึกไม่อยากเรียนแล้ว รู้สึกอยากรู้
แต่ไม่อยากสอบ อยากนั่งเรียน อยากทำงานส่ง แต่ไม่อยากอ่านหนังสือสอบ
คิดว่ามันเสียเวลาชีวิตมาก กับการใช้เวลาเกือบเดือนเพื่ออ่านแล้วก็ไปสอบ
แล้วก็ลืมทิ้งไป สุดท้ายก็ตัดสินใจว่า สองปีที่เพื่อนเรียนต่อกัน
ขอปฏิบัติแซงหน้าไปก่อนละกันนะ อยากรู้อะไรเพิ่มเติม สนใจอะไร
ก็อ่านเอาเอง น่าจะได้อะไรที่ตรงความต้องการมากกว่า
(ซึ่งรู้สึกว่าต้องใช้ระเบียบวินัยในตัวเองสูงมากๆ)

วนกลับมาเรื่องฝึกงาน จุดประสงค์ของงานคือ แก้ ERP software ที่ชื่อ Apache Ofbiz ให้เข้ากับระบบธุรกิจของไทย

ความยากมันอยู่ที่ตัว application มันมี framework ของมันอยู่แล้ว
แต่ไม่มี document ให้ มีเพียง source code เราต้องทำความเข้าใจกับมัน
เลียนแบบเค้า ในการสราง feature ใหม่ๆ ขึ้นมา

model การฝึกงานสองเดือนที่ผ่านมานี้ก็จะอยู่ในรูป พี่สั่งมาว่าอยากได้
feature นี้ โดยเค้าจะนำร่องให้ก่อนว่า core การ implement ต้องทำงี้ๆๆๆ
นะ แล้วเราก็ไปใส่รายละเอียดเอา ทำไม่ได้ มีปัญหา มีบั๊ก
ก็พยายามแก้ด้วยตัวเอง ถ้าจนปัญญา ก็ไปถาม ให้พี่ช่วย ซึ่งหลายๆ ครั้ง
การช่วยของพี่เค้าก็คือการ search google มาตอบ
หนำซ้ำบางครั้งเราก็เห็นหน้านั้นแล้วด้วย แต่เราไม่รู้ว่านี่แหละ
คือทางแก้ปัญหาของเรา หรือแม้แต่ source code ก็เหมือนกัน ไล่ source code
อยู่ที่เดียวกัน แต่เรามองไม่ออกว่ามันทำอะไร แต่พี่เค้าเดา(ซึ่งมักจะถูก)
และอธิบายออกมาได้ราวกับเป็นคนเขียนเอง
ทำให้รู้สึกว่าเราต้องพยายามทำเองนะ ถ้าไม่อบจนแล้วจริงๆ ก็จะไม่ไปถาม
เพราะรู้สึกว่าถ้าออกไปก็จะไม่มีพี่คอยชี้แนะแล้ว
ต้องพยายามยืนได้ด้วยตัวเอง ขอขอบคุณพี่ป๊อก
ณ ที่นี้ด้วย (รู้สึกโชคดีที่ได้พี่ป๊อกเป็นคนดูแล
เพราะเราสามารถแสดงตัวเรา(ที่ค่อนข้างจะแปลกกว่าชาวบ้าน)
ได้อย่างเต็มที่ตรงไปตรงมา ดูไปด้วยกันได้
อย่างไม่ต้องปรับตัวหรือระวังกิริยามารยาท)

ตลอดเวลาการฝึกที่ผ่านมา เท่าที่รู้สึกได้ก็คือ happy ดี มีความสุข
สังเกตได้จากแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์ แต่ละเดือน ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
โดยเป็นไปตาม model ในย่อหน้าที่แล้ว จนกระทั่งเมื่อวาน อาจารย์เฉลิมเอก
มาตรวจนิสิตฝึกงาน จึงทำให้ได้เห็นว่า เราโชคดีจริงๆ ที่ได้มาฝึกที่นี่

ได้นั่งคุยกับพี่ป๊อก และอ.เฉลิมเอก ชัวโมงกว่าเลยทีเดียว
คำถามของอ.ก็จะอยู่ในแนว พอใจกับนิสิตมั้ย ต้องการอะไรจากคณะ มหาลัยมั้ย
มีอะไรจะแนะนำมั้ย ก็มีโยงไปถึงมีโปรเจ็คน่าสนใจให้เด็กทำ senior มั้ย
จนได้ยินอย่างนึงว่า อ.เฉลิมเอกบอกว่าผมมีโปรเจ็คซึ่งต้องใช้คนที่มี skill
แบบนี้ (การ hack การแก้ไขโปรแกรม) แต่หาคนทำยากมาก
มันดูเป็นงานที่ต้องใช้ความพยายาม ความชอบสูง (ประมาณว่ารายได้ที่ได้
จะไม่ค่อยคุ้มกับความเหนื่อย) แต่ส่วนตัวแท็ปก็ยังมองว่า กับงาน กับ skill
ที่แท็ปได้รับมาเนี้ย ถ้าเป็นเพื่อนคนอื่นในภาค
ที่ได้รับการชี้แนะอย่างงี้ ก็ต้องทำได้กันหมดแหละ ก็ไม่รู้แหะ แต่นี่หละ
โชคดีข้อแรกของผม ได้มีคนคอยชี้แนะทางเริ่ม ถ้าอยู่ดีๆ ให้ไปแกะโปรแกรมเอง
คงโยนทิ้งไปตั้งแต่ชั่วโมงแรกละ แต่นี่ได้พี่เค้าคอยชี้แนะให้
สิ่งที่ได้เต็มๆ เลย คือ ความมั่นใจว่าเราทำได้

โชคดีข้อที่สอง จะบอกว่าการฝึกงานครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตเลยทีเดียว

เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้เลยว่า สิ่งที่เราอยากทำ
ในประเทศไทยมีให้เราทำหรือเปล่า เพราะเท่าที่เห็นก็มี แค่ website,
webapp, UML  แต่ตอนนี้ก็พอมองเห็นทางแล้วว่าเราจะไปยังไง ไปทางไหน มันมี
community อยู่นะ สำหรับ opensource แล้วเค้าก็เลี้ยงตัวเองอยู่ได้ คือ
มันมีทางแหละ ถ้าแท็ปไม่ได้ฝึกงานที่นี่ ไปฝึกที่อื่น
แท็ปก็คงไม่เห็นอะไรอย่างงี้ และสุดท้ายจบไปก็คงวนไปอยู่ในบริษัท,งาน
ที่ไม่อยากทำ นั้นๆ ที่กล่าวมาแล้ว

โชคดีข้อที่สาม ได้มั่นใจในวินัยในตัวเอง เพราะที่นี่ ไม่fix อะไรทั้งสิ้น
เข้างานกี่โมงก็ได้ ออกกี่โมงก็ได้ วันเริ่มฝึก วันหยุดฝึก
ทุกอย่างแท็ปกำหนดเองหมด ไม่มีการ block internet ใดๆ ทั้งสิ้น
เข้าได้ทุกอย่าง ทำได้ทุกอย่าง ทีนี้ก็อยู่ที่คุณละว่าคุณจะทำตัวอย่างไร
ซึ่งผม เท่าที่ผ่านมาก็พอใจกับตัวเองในระดับหนึ่ง

สิ่งที่อยากทำหลังจากเรียนจบ ตอนแรกคิดว่า พยายามหาไอเดีย
เพื่อทำอะไรของตัวเองตั้งแต่ต้นเลย
เพราะรู้สึกว่าถ้าเราเข้าไปอยู่ในระบบบริษัทแล้ว ความรับผิดชอบในงาน
จะทำให้เราหมดพลังในการทำอย่างอื่นไป ตอนแรกก็เผื่อใจไว้ละหละว่า
ถ้ามันไม่มี idea อะไร ดิ้นไม่หลุด ก็คงวิ่งเข้าสู่วงจรเหมือนรุ่นพี่ๆ
เค้า วัดกันที่ปีสี่นี่แหละ ว่าจะหา idea นั้นเจอหรือเปล่า
แต่ตอนนี้กลับมาคิดใหม่ เกือบทุกอย่างยังเหมือนเดิม
แต่มันมีจุดเปลี่ยนอยู่ตรงที่ ไม่จำเป็นว่าจบปุ๊ปต้องมีบริษัทของตัวเองเลย
แต่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือ ได้ทำอะไร อย่างอิสระ มากกว่า
อย่างน้อยบริษัทที่ไปฝึกงานด้วยเนี้ย ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างนั้น
แค่ได้ทำอะไรอย่างอิสระสูงๆ รอเวลารอจังหวะ ก็น่าจะโอเคละ
 
ไม่รู้ว่าอนาคตด้านคอมพิวเตอร์จะเป็นยังไง แค่ขอไล่ตามบ้าง เกาะบ้าง แถๆ
ไปบ้าง ตามไปเรื่อยๆ ละกัน สนุกดี ก็อาจจะมีซักวันได้เป็นผู้ถูกตามบ้าง

ตอนนี้ก็คิดว่ามาถูกทางละหละ จากตอนแรกที่ยังไม่ค่อยมั่นใจ คือ
มันมีงานที่เราอยากทำให้เราทำ เลี้ยงตัวเราได้
เลี้ยงครอบครัวเราได้ในอนาคต ก็สบายใจละ

ตอนนี้มีความสุข รู้สึกว่าอะไรหลายๆ อย่างที่เราตัดสินใจทำ ในรอบปีสองปีที่ผ่านมา ที่ตอนนั้นตัดสินใจอย่างไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจว่า ดีหรือเปล่าควรหรือเปล่า กลับให้ผลออกมาในทางที่ดี มันก็มีกำลังใจ และความมั่นใจ ในการทำอะไรต่อไปหละเน้อ

อาจจะเขียนอะไรได้ไม่ครบถ้วนในตอนนี้ อาจจะมีที่ลืมๆ ไปบ้าง
ถ้าคิดไรออกอีกก็จะมาเติมทีหลังละกัน มีอะไร ชี้แนะ แลกเปลี่ยน สงสัย
ก็ถามมาได้เลยทุกทาง ทางนี้ หรือตัวเป็นๆ หรือเมลล์ อะไรก็ได้
อยากฟังคอมเมนต์และความคิดเห็นของทุกคนเหมือนกัน
ขอบคุณมากที่อ่านมาถึงตรงนี้

ปล. บอกอาจารย์กะพี่ป๊อกไปว่า คิดว่าเพื่อนในภาคที่จบมาจะเปลี่ยนสาย
มีประมาณ 50% คือ คิดอย่างงี้จริงๆ แต่สองคนเค้าตกใจมาก
ก็เลยเริ่มไม่มั่นใจ เพื่อนๆ คิดว่าไงอะ แท็ปคิดงี้จริงๆ

หนังที่ชอบที่สุดในปีนี้

สองวันนี้ได้ดูหนังมาสองเรื่องแต่ครั้งนี้จะขอแหวกจากปกติหน่อย คือ เอาเรื่องที่ดูทีหลังมาพูดถึงก่อนนะ

Tokyo Tower: Mom and Me, and Sometimes Dad

เป็นหนังที่ชอบที่สุดในครึ่งปีแรกของปีนี้เลย ถึงแม้น้ำตาจะแค่เอ่อ ไม่ถึงขั้นไหล เช่นเดียวกับ always2 และ ปิดเทอมใหญ่ฯ ที่เพิ่งดูไปไม่นานนี้ แต่สำหรับสิ่งที่สังเกตตัวเองได้จากเรื่องนี้ที่เพิ่มเติมมาในเรื่องนี้คือ รู้สึกจุกที่คอมาก(ประมาณว่าจะร้องไห้จากข้างใน) ดูออกมาแล้วอยากให้คนที่เรารักได้ดูกันทุกๆคน

หนังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของชายคนนึงกับแม่ ตั้งแต่เด็กจนทำงาน ปูพื้นความสัมพันธ์ บิ๊วอารมณ์เราโดยที่เราไม่รู้สึกถูกยัดเยียดให้ซึ้ง ส่วนตัวมีหลายๆ จุดที่รู้สึกโดนตัวเองอยู่มาก

ไม่รู้จะเขียนยังไง คือ หนังมันก็เป็นการเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ จนไปพีคทำบ่อน้ำตาแตกกันหลายรอบ ช่วงท้ายเรื่อง ไอ่ครั้นจะให้เล่าตอนที่พีคๆ ก็คงไม่ดีกว่า

ไม่อยากใช้ highly recommended เพราะใช้ไปแล้วกะ Horton เรื่องนี้ ผมจะไม่บอก ไม่เชียร์ให้คุณไปดูละกัน ตัดสินใจกันเอาเอง แค่จะบอกว่าหนังเรื่องนี้ ดีมากๆ

ส่วนต่อไปนี้สปอยด์นะ อยาก short note คีย์เวิร์ดจุดสำคัญๆ ความประทับใจเอาไว้ เผื่อกลับมาอ่านวันหลังจะได้นึกถึงได้

– เหลวแหลก เสื่อมโทรม เงิน หนี้สิน ร้านอาหาร ตั้งใจนะ สู้ๆนะ ปริญญา
– หนังสือ วาดรูป จัดรายการวิทยุ คีโม ดูทำงาน
– ช่วงที่มีความสุขที่สุด โตเกียวทาวเวอร์
– ปู กบ กระต่าย รำข้าว จมูก ฟัน

จบเขตสปอยด์ละ

เรื่องต่อมา จะไม่พูดมากละกัน คิดว่าไปดูกันทุกคนอยู่แล้ว

Phobia

หนังผีเป็นหนังแนวที่แท็ปมีโอกาสดูน้อยที่สุด เนื่องด้วยเป็นคนที่เลือกดูหนังที่เนื้อเรื่องมาก่อนเป็นอันดับแรก แต่ประเด็นในการทำหนังผีไม่ได้ให้ความสำคัญกับจุดนี้เป็นหลัก จึงยากที่จะหาหนังผีที่โดนใจ ทำให้แท็ปตัดสินใจเข้าไปดูได้ แต่สำหรับเรื่องนี้ จากการฟังการประชาสัมพันธ์ และฟังเสียงคนที่ดูมาแล้ว ก็พอรู้สึกได้ว่า หนังมีอะไรมากกว่าความหลอกหลอน จึงไปดู

เนื่องจากเป็นหนังสั้นรวมกันสี่เรื่อง ซึ่งไม่เผื่อเวลาให้แต่ละเรื่องสาธยาย หนังจึงอัดความตื่นเต้นได้เต็มเรื่องดูออกมาแล้วเหนื่อยมาก แต่มันไม่หลอกหลอนติดเหมือนบอดี็ฯ คิดว่าน่าจะเพราะเป็นหนังสั้นนั่นเอง

เรื่องแรกให้ความรู้สึกใกล้ชิดมาก เสียงประกอบและบรรยายกาศทำได้ดีเลยทีเดียว เป็นเรื่องที่เกร็งที่สุดของแท็ป เพราะเดาไม่ออกว่ามันจะออกมาตอนไหน

เรื่องที่สองนี่ ฉากที่ดีที่สุดคือฉากเปิดเรื่องอยู่ในห้องเรียนดูขนลุกมากๆ แต่หลังจากนั้น อะไรก็ไม่รู้ ม่ายรู้เรื่องได้มั้ย

เรื่องที่สามนี้เป็นเรื่องที่ชอบที่สุด ชอบตรงที่สามารถทำให้เราขำและกลัวไปได้พร้อมๆ กัน คงเป็นเพราะอายุอยู่ใกล้กับตัวละครด้วย ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่กะเพื่อนๆ อิน ฮา กะมุกมาก เดาจังหวะผีออกได้หลายๆครั้ง

เรื่องที่สี่ ชอบการแสดงของพลอย ทำให้เกลียดนักบินเลยทีเดียว แต่รู้สึกว่าเดาจังหวะผีออกได้หมดเลย เลยไม่ค่อยตกใจเท่าไหร่

ตอนแรก คิดว่าเรื่องนี้เป็นหนังที่ดูได้ไม่เต็มตาที่สุดในหลายๆ เรื่องที่ดูหลังๆ นี้ละ แต่พอท้ายๆรู้สึกเริ่มชินแหะ ถ้ามีตอนที่ห้า ที่หกต่อไปคิดว่าคงไม่กลัวแล้วอะ ยอมรับว่าถ้าดูแล้วอินกับเรื่องก็คงตกใจมากมาย แต่นี่ก็ใช้เดาว่าผีออกตอนไหน แล้วก็เตรียมใจไว้ ก็สบายๆ

   2295.jpg   1209559429.jpg

  1209559753.jpg  669.jpg