Monthly Archives: March 2008

ไปดูพระอาทิตย์ตกที่ญี่ปุ่นกัน

Always 2 : Sunset on the third street 2

มาแล้วภาคต่อของหนัง feel good สัญชาติญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญกันมาแล้วในภาคหนึ่ง(ซึ่งตอนนั้นแท้ปไม่ได้ยิน ตามดู DVD เอา)

เสียน้ำตาให้เรื่องนี้ด้วย ถึงแม้สาเหตุจะไม่ใช่จากหนังอยากเดียว มีเรื่องทาง chemical ด้วย แต่ก็ไปโม้ได้ละหละว่าร้องไห้ตอนดูหนัง 555

ฟอร์มยักษ์ขนาดไหนให้ดูที่โรงเครือ Apex เข้าพร้อมกันถึงสองโรง น้อยครั้งมากที่จะมีภาพยนตร์เรื่องไหนได้สิทธิ์แบบนี้

ถามว่าต้องดูภาคหนึ่งไปก่อนมั้ย ก็ดูไปก็ดี เพราะมันมีการอ้างอิงถึงอยู่พอสมควร ถ้าไม่ได้ดูภาคหนึ่งก่อนบางจุดอาจจะงงได้ว่า ตัวละครนี้คือใคร ตัวละครนี้ทำไมต้องทำอย่างนี้ ไม่ได้ดูภาคหนึ่งก่อนไม่เป็นไร ไปดูแล้วค่อยกลับมาตามเก็บก็ไม่ผิดแต่อย่างใด แต่สำหรับคนที่ดูแล้ว แล้วลืมเนื้อเรื่องแล้ว(เช่น แท็ป) ไม่เป็นไร เข้าไปดูทุกอย่างในภาคหนึ่งก็จะวิ่งกลับเข้ามาในหัวเอง

เรื่องราวย่อๆ สำหรับคนที่ไม่เคยดูหน่อยละกัน เป็นภาพรวมของทั้งสองภาคเลยนะ คือ เป็นเรื่องที่เกิดในช่วงหลังสงครามโลกที่ญี่ปุ่นแพ้อะ เป็นช่วงที่ประเทศกำลังฟื้นตัว(อย่างรวดเร็ว และแซงไทยไปในที่สุด) ก็จะได้เห็นว่าทำไมเค้าถึงพัฒนาได้เร็วกว่าบ้านเรานัก จากภาคหนึ่งเราจะได้เห็น tokyo tower ที่เพิ่งถูกสร้างสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาในหนัง สำหรับในภาคสองนี้หอคอยซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงความภาคภูมิใจของชาวอาทิตย์อุทัยได้เสร็จแล้ว ซึ่งกลุ่มตัวละครหลักของเรื่องนี้ก็จะเป็น ครอบครัวคนในซอยหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆ tokyo tower แบบเดินไปก็ถึง คุณจะได้รับอรรถรสแบบ ดูไปยิ้มไปซึ้งไป ตลอดทั้งเรื่อง ทั้งสองภาค ขอจบการโฆษณาเพียงเท่านี้

ไปดูกันเถอะครับ จะบอกว่าเป็นเรื่องที่ยืนยันสิ่งที่แท็ปคิดอยู่ได้เรื่องหนึ่ง ว่าดูหนังกะจอทีวีที่บ้าน กะไปดูที่โรงมันช่างต่างกันเหลือเกิน แท็ปดูภาคหนึ่งไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่ แต่พอดูภาคสองแล้วตัดบางฉากของภาคหนึ่งมาให้ดู ทำไมมันซึ้งจังหว่า

แล้วคุณจะได้รู้ว่า สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้คืออะไร

  000417_2.jpg  070806_always2_sub2.jpg  070820_always_sub7.jpg

2 good love movies

กลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง รู้สึกช่วงหลังนี้จะขี้เกียจๆ ละเลยหน้าที่ไป คราวนี้มีมาสองเรื่อง

Once

เรื่องนี้เดินเล่นอยู่สยาม เห็นป้ายโฆษณา "เหตุผลที่คุณควรดู Once" ก็เลยตกเป็นทาสโฆษณาเค้าไปดูเลย
เนื้อหาที่โฆษณาเท่าที่จำได้ก็

  • ได้ออสการ์เพลงประกอบยอดเยี่ยมชนะ so close เพลงที่ชอบมากจาก Enchanted ด้วย ก็เลย เฮ้ยพลาดไม่ได้ละ
  • เค้าเขียนว่าพระเอกนางเอกพอจบการถ่ายทำแล้วกลายเป็นแฟนกันจริงๆ ด้วย แบบฉากบอกรักก็คือบอกด้วยความรู้สึกจริงๆ เลย แล้วก็ได้ยินว่าเพลงนี่ก็แต่ให้ด้วยความรู้สึกจริงๆ เลย

จำได้แค่เนี้ย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้แท็ปเข้าไปดูได้ละ

เป็นหนังจาก Irish romantic,drama,musical การถ่ายทำเป็นแบบเหมือนหนังอินดี้อะ กล้องก็จะส่ายๆ หน่อยๆ แต่ไม่หนักเท่า cloverfield เพลงเพราะ max โดนใจ ไม่ผิดหวัง
ชอบตอนจบมากถึงแม้จะไม่ลงสูตร Happy ending live together forever and never  ก็ตาม ขออนุญาตลัดมาพูดถึงเลยละกัน

คือ สองคนเนี้ย(พระเอกนางเอก) ต่างคนต่างมีคนรักมาแล้ว ฝ่ายนางเอกเป็นชาวเช็กอพยพมา แฟนยังออกมาจากประเทศไม่ได้ แต่ก็รู้สึกว่าเข้ากับแฟนไม่ได้เท่าไหร่(มีลูกกันแล้ว) อาจจะเพราะอายุต่างกันมาก ส่วนพระเอกก็มีแฟนแล้ว แต่ก็มีปัญหากัน ตอนจบนี่คือ สุดท้ายแล้วก็แยกกันไปตามทางตนเอง สองคนเหงามาเจอกัน ด้วยความที่ชอบเล่นดนตรีเหมือนกันจึงสนิทกัน เกิดเป็นความรักความเข้าใจกันขึ้น ประเด็นคือ ตลอดเรื่องจะมีบทสนทนาประมาณว่า พระเอกชวนไปโน่นไปนี่ แต่นางเอกรั้งตัวเองไว้(ถึงแม้จะอยากไป มีความสุขกับการได้ไปกับพระเอก) แล้วบอกไปตรงๆ เลยว่า เรามีภาระที่ต้องดูแล(ลูกรออยู่บ้าน), เดี๋ยวจะเลยเถิด จนครั้งสุดท้ายที่พระเอกนัดก็ไม่ไปเลย ด้วยความหวังว่าให้พระเอกตัดใจ เพราะแฟนตัวเองก็จะมาแล้ว เออ มันดูเป็นความรักที่เป็นผู้ใหญ่ดี รักอย่างมีสติ รู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ ชอบๆ

(แปลกดีเรื่องนี้ credit ตอนจบ อ้างถึงพระเอกกับนางเอกว่าเป็น guy กะ girl แบบว่าคนดูๆ มาจนจบยังไม่รู้ว่าชื่อไรกัน ทั้งๆ ที่ตัวละครอื่นก็มีชื่อกันหมด)

ชอบประโยคนึง ไปก๊อปเค้ามา "หนังทำให้ผมเชื่อในความรัก ว่า Once ที่เคยพบคนที่ใช่ ไม่ว่าจะลงเอยเช่นไร ก็คุ้มค่าที่จะได้รัก"

เรื่องต่อมา


My Blueberry Nights

เรื่องนี้ ทั้งก่อนและหลังดู มีคนถามเยอะมาก ว่ามันเกี่ยวกับอะไร ก็บอกไม่ถูกอะ โดยเฉพาะก่อนดูนี่ เรื่องไหนๆ ก็ตาม ไม่ต้องมาถามแท็ปนะว่าเกี่ยวกับอะไร เพราะไม่รู้เหมือนกัน พยายามจะไม่รู้ รู้แค่ว่ามันสนุกพอละ แนวไหนแท็ปก็ดูได้หมด
คือ เรื่องมันก็เป็นชีวิตคนทั่วไปอะแหละ เรื่องนี้อะ

เป็นความรักเรื่องราวชีวิตของคนหลายๆ คู่ ยกเนื้อหาที่ชอบมาพูดเป็นประเด็นแยกๆ กันละกัน

  • พระเอกขายเบเกอรี่ และบอกว่าทุกวันมักจะเหลือพายบลูเบอรี่ ซึ่งเค้าก็เปรียบเทียบกับคนเราว่า มันไม่ใช่ว่าพายบลูเบอรี่ไม่อร่อยหรอกนะ แต่ขึ้นอยู่ว่าคนจะเลือกมันหรือเปล่า ก็เหมือนกับคนเราที่อาจจะไม่มีใคร ไม่ใช่เพราะเราไม่ดี แต่แค่ไม่เจอคนที่ชอบเราเท่านั้นเอง
  • ประเด็นของเมียตำรวจ ซึ่งต้องการหย่ากับตำรวจ แต่พอตำรวจตายแล้วก็เศร้ามาก คิดถึง คือ จริงๆ เธอก็รักเค้าหละ แต่ว่าเธอรู้สึกอึดอัดเพราะเค้าคลั่งไคล้ในตัวเธอมากเกินไป เธออยากให้เค้าปล่อยเธอบ้างแต่เค้าไม่เข้าใจ ส่วนตัวรู้สึกว่าประเด็นนี้น่าสนใจดี
  • ประเด็นของหญิงสาวนักพนันที่ถูกพอ่สอนให้เล่นมาแต่เล็ก ทำให้ไม่เชื่อใจใครง่ายๆ แต่สุดท้ายแล้วคนเราก็หนีไม่พ้นความเหงาและต้องการใครเป็นเพื่อร่วมทาง แม้เพียงชั่วคราวก็ยังดี
  • ประเด็นของพระเอกที่เก็บกุญแจที่ลูกค้ามาฝากคืนคนอื่นไว้ตลอด เก็บรวมใส่ขวดโหลไว้เยอะแยะ เค้าบอกว่าเค้าไม่มีสิทธิ์ที่จะไปปิดประตูของคนอื่น แต่สุดท้ายแล้วก็เอาไปคืนคนอื่นหมด และทิ้งของตัวเองไป ซึ่งประเด็นนี้แท็ปไม่เข้าใจอะ ว่าทำไมอยู่ดีๆ เค้าถึงคิดงี

เรื่องนี้แนะนำมาก ไปดูแล้วก็มาถกกันห่น่อยก็ดี รอบที่แท็ปดูนี่คนเยอะใช้ได้เลย ต่อคิวซื้อตั๋วโรงเครือนี้นานสุดเท่าที่เคยดูมาเลย

วันนี้แค่นี้ก่อนละกัน ว่าจะไม่เขียนเยอะแล้วนะเนี้ย รู้สึกขี้เกียจอ่านกัน

   000405_2.jpg   000415_2.jpg   my-blueberry-nights.jpg

ความพยายามอยู่ที่ไหน รถไฟใต้ดินอยู่ที่นั่น

วันนี้ระหว่างเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินกลับหอ หลังจากเสร็จจากฝึกงานเสร็จ สมองก็แว๊บตัวอย่างของเรื่องๆ นึงขึ้นมาได้ ระหว่างอยู่บนรถไฟก็เลยคิดต่อนิดหน่อย เห็นว่าเข้าท่าดีก็เลยเอามาเขียนให้อ่านกัน

ซักประมาณม.ปลาย แท็ปจะได้ยินแม่แท็ปพูดบ่อยๆ(ปัจจุบันก็ยังพูดอยู่บ้าง ถ้ารู้ว่าแท็ปพลาดอะไร) ว่า "ทำเต็มที่หรือยัง ถ้าทำเต็มที่แล้วผลจะเป็นไงก็ไม่ต้องเสียใจแล้วหละ" แต่เผอิญสมัยนั้นแท็ปเป็นคนทำอะไรไม่ค่อยเต็มที่ ไม่ค่อยสุดๆ กะอะไรซักเท่าไหร่ เขี่ยๆ อะไรหน่อย ซักพักเบื่อก็เลิกละ ก็เลยไม่ค่อยจะมีอะไรสำเร็จ ตอนนั้นก็คิดว่า "เออ เรามีสิทธิ์เสียใจได้นะ เพราะเราไม่ได้ทำเต็มที่" แต่ก็ไม่ได้เสียใจกับอะไรเท่าไหร่หรอก ก็จะให้เสียใจได้ไงหละ ในเมื่อไม่พยายามทำ ก็เห็นชัดอยู่ว่าไม่ได้คาดหวังอะไรกับมัน แล้วจะเสียใจได้ไง

ต่อมาพอมาอยู่มหาลัยฯ ก็เริ่มมีอะไรที่ทำเต็มที่มากขึ้น พอไม่สำเร็จ ไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ ก็จะคิดมากหน่อยนึง แต่ซักพักเดี๋ยวก็หาย ส่วนนึงก็ได้เพราะคำพูดประโยคนั้นของแม่แหละ แต่พอลองมาคิดดูคำพูดประโยคนั้นเราก็จำมาแบบไม่ได้คิดตามหรอก ว่าทำไมหรอ ทำไมตั้งใจทำเต็มที่แล้วถึงไม่ต้องเสียใจหละ

ตัวอย่างข้างล่างนี้นอกจากเป็นการตอบคำถามตัวเองแล้ว อยากจะอธิบายให้คนที่มักจะเสียใจหนักๆ เวลาทำอะไรแล้วไม่สำเร็จ ได้อ่านด้วย เผื่อจะทำให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง

คิดว่าทุกคนต้องเคยบ้างซักครั้งหนึ่งในชีวิต กับการเดินทางโดยใช้บริการรถไฟใต้ดินหรือBTS แล้วเมื่อคุณไปถึงชานชาลา รถขบวนนั้นกำลังออกพอดี คิดว่าคงมีความรู้สึกเซ็งอยู่ในใจกันบ้าง (นอกจากคุณไม่อยากรีบขึ้นเอง เช่น มากะแฟน) สำหรับผู้ที่รู้สึกเซ็ง คุณได้คิดต่อไปหรือไม่ว่าถ้าคุณรีบเดินมากว่านี้ อีกนิดเดียว คุณก็จะทันขึ้นรถขบวนนั้นพอดี
ถ้าทุกครั้งเลย ที่จะเดินไปขึ้นรถ คุณเดินด้วยสปีดความเร็วเต็มที่เท่าที่จะทำได้ เหตุการณ์ที่เกิดไปเมื่อกี้คงไม่เกิด แต่!!!! ในเหตุการณ์อื่นๆ มันก็เป็นไปได้ที่คุณเดินด้วยความเร็วเต็มที่แล้ว แล้วมาถึงรถออกไปพอดีเช่นกัน คุณควรจะเซ็งมั้ย? อยากจะบอกว่า ไม่หรอก
เพราะถ้าคุณเดินด้วยความเร็วที่ช้ากว่านี้ สบายๆ จริงอยู่ คุณอาจจะไม่ต้องเซ็งกับการเห็นรถออกจากชานชาลาไปต่อหน้าต่อตา แต่ถ้าคิดผลลัพธ์สุดท้ายแล้ว ยังไงก็ค่าเท่าเดิมอยู่ดี ยังไงคุณก็ได้โดยสารไปกับคันต่อไปอยู่ดี

คุณจะยอมแลกมั้ยหละ กับเพียงแค่ทนเห็นภาพรถออกจากชานชาลาบางครั้ง แต่กับบางครั้งคุณสามารถขึ้นรถได้เร็วขึ้น

แต่ผมก็ไม่ได้บอกให้คุณวิ่งมาที่ชานชาลาทุกครั้งที่คุณมาขึ้นรถนะ เพราะผมคิดว่าเป็นการลงทุนมากเกินไป แต่ถ้าคุณมีธุระด่วน รีบไปจริงๆ มันก็คุ้มที่จะเสี่ยงนะ

ถ้าในทุกๆสิ่งที่เราทำ เราทำอะไรแต่พอดี ทำอะไรให้เต็มที่ แต่ไม่เกินกำลังของเรา ถึงจะไม่ประสบความสำเร็จ อย่างน้อยโอกาสที่มันจะสำเร็จก็มีสูงกว่าที่เราไม่ได้พยายามหละ แล้วจะมีซักวันนึง ซักขบวนหนึ่ง ขบวนที่เราได้ไปขึ้นทันมันอย่างพอดิบพอดี

ถ้าลูกลาบวชตลอดชีวิต พ่อแม่จะคิดยังไง

สืบเนื่องจาก topic ที่แล้ว ก็ได้รู้ซึ้งว่าคนเราจะเริ่มมุ่งหาธรรมก็ต่อเมื่อชีวิตอับจนนี่เอง จำได้ว่าสมัยม.ปลาย เคยบอกพ่อแม่ไว้ว่าไม่อยากบวช ตอนนี้พอเริ่มคิดอะไรเยอะ เริ่มเหนื่อยก็เริ่มมีความคิดแว๊บมาว่าไปบวชดีมั้ยเนี้ย

มาเข้าเรื่องกัน

หลายๆ คนคงเคยได้ยิน(ชักไม่แน่ใจเพราะตะกี้ถามเพื่อนแล้วมันบอกไม่ค่อยได้ยิน) พ่อแม่บอกกับเราว่า "ลูกแค่เลี้ยงตัวเองได้ ใช้ชีวิตในสังคมเป็นคนดี แค่นี้พ่อแม่ก็พอใจแล้ว ไม่ต้องมาเลี้ยงพ่อแม่หรอก" ไม่รู้มีใครเคยได้ยินแบบนี้หรือเปล่า หรือมีเฉพาะบ้านแท็ปเนี้ย ชักไม่แน่ใจ

นั่นแหละเป็นต้นเหตุของคำถามตามหัวข้อข้างบน ถ้าลูกลาบวชตลอดชีวิตพ่อแม่จะคิดยังไง พ่อแม่จะสบายใจมั้ย มันตรงตาม concept ด้านบนทุกอย่างเลยนะ

ขอถอนหายใจหนึ่งที "เห้ออออออออ"

cause of unhappiness

แท็ปคิดว่าโดยพื้นฐาน มนุษย์ทุกคนเป็นคนที่คงมีส่วนที่ชอบอะไรที่มั่นคงแน่นอน อย่างน้อยก็สังเกตได้จากการได้นอน คนเราจะรู้สึกสบายกว่าการต้องยืน แท็ปคิดว่าเนื่องจากมวลเฉลี่ยของร่างกายเราอยู่ใกล้พื้นโลกมากกว่านั่นเอง(ยิ่งต่ำยิ่งเสถียร อารมณ์เหมือนatomที่เรียนในวิชาเคมี)

แท็ปเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยจะสบายใจกับความไม่แน่นอนซักเท่าไหร่ เมื่อเกิดความไม่แน่นอนขึ้น อาจจะเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะสรุป ไม่สามารถสรุปได้ ฯลฯ แท็ปก็จะรู้สึกไม่ค่อยดี เห็นได้จากหลายๆ ครั้งเป็นคนใจร้อนรีบทำอะไรทันที หาข้อสรุปทันที เพื่อที่จะได้ลดความไม่แน่นอนในชีวิตลงไป

แต่ครั้งนี้สิ uncertain กับ undecidable มันมากองกันหลายๆ เรื่องเลย เริ่มชักจะจัดการมันไม่ได้แล้วนะ

Handle me with care

ก่อนที่จะไปพูดถึงหนังเรื่องล่าสุดที่แท็ปดูไป แท็ปขอ list ชื่อหนังที่ดูผ่านไปแต่ไม่มีเวลามาเขียนถึงก่อนละกัน คงไม่ได้เขียนถึงพวกมันแล้ว เพราะลืมๆ ไปแล้วเหมือนกัน
 
Eastern promises เรื่องนี้นักแสดงๆ ดีมาก แต่หนังโดนตัดไปบางส่วนแอบเซ็งๆ แล้วก็จบงงๆ หน่อย คือ รู้สึกว่าแท็ปเข้าไม่ถึงประเด็นที่เค้าจะสื่ออะ เลยรู้สึกมันจบห้วนๆ
 
Sky of love เรื่องนี้ไปดูด้วย ความคาดหวังอีกแล้ว เป็นหนังเรื่องแรกที่เข้าโรงสายในรอบหลายปีเลย เพราะไอ่ซวงกะไอ่ปลา ดูออกมาแล้วก็รู้สึกเฉยๆ แฮะ นี่หรอหนังรักทำเงินที่สุดในปีที่แล้วของญี่ปุ่น และก็ได้ยินคนบอกมามากมายว่าดีมากๆ ให้ไปดูซะงงคับ rainbow song ยังชอบกว่าเลย แต่สองสาวนั่นก็ร้องไห้แฮะ สงสัยผิดเราเอง เรื่องที่จะเล่าถึงต่อไปนี้ดูแล้วซึ้งกว่าเหอะ (มีอะไรนิดนึงจะบอกว่า แท็ปรู้สึกว่าพระรองอะนิสัยเหมือนแท็ปมากๆ หลายๆ เหตุการณ์เลยที่ลองเอาตัวเองเข้าไปแทน แล้วรู้สึกว่าเป็นเราๆ ก็ทำงี้อะ)
 
Handle me with care (กอด)
 
กลับมาดูเรื่องนี้ที่บ้านเลย ไปกะที่บ้านรวมกัน 5 คน มีแท็ป น้องสองคน ม่าม้า แล้วก็พี่แต๋ว ถือเป็นจังหวะที่ดี เพราะไม่กล้าดูหนังต่างประเทศที่นี่เหมือนกัน แต่จนแล้วจนรอดก็มีเรื่องให้หงุดหงิดนิดๆ จนได้ ไว้เล่าด้านท้าย
 
เรื่องราวก็เกี่ยวกับชีวิตช่วงหนึ่งของชายคนหนึ่งที่เกิดมามีสามแขน
 
ชอบคับ!!!
 
จุดเด่นที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ การแสดงให้เห็น contrast อย่างชัดเจนเกี่ยวกับตัวพระเอก โดยเค้าชักจูงให้เรารู้สึกได้ว่าพระเอกรู้สึกแย่กลับแขนตัวเองขนาดไหน (พระเอกจะเป็นตัวละครที่แสดงให้เห็นความรู้สึกของคนที่มีปมด้อยได้ชัดเจนมาก ถ้าเวลาถูกใครรังเกียจแขนก็จะดูมี effect มาก ในขณะที่เวลาแขนตัวเองทำประโยชน์ กลับไม่รู้ตัว) ตอนออกมาแม่แท็ปบอกว่าดูแล้วเหนื่อย แท็ปก็เห็นด้วย ดูชีวิตลำเค็ญเหลือเกิน
 
สิ่งที่ได้จากหนังก็ ทุกคนน่าจะเดาได้อยู่แล้ว ความภูมิใจในตัวเอง มันอยู่ที่เรามองเท่านั้นแหละ ว่าเราจะมองสิ่งที่เรามีนั้น เป็นพรจากฟ้า หรือคำสาปจากนรก
 
อ่ะ มาถึงช่วงบ่นกัน
1. อันนี้ยังไม่ถือว่าบ่น แค่มาเล่าให้ฟังว่า ตอนออกมาแล้วแท็ปเพิ่งรู้ว่าพี่แต๋วไม่รู้ว่าพระเอกตัดแขนหรือไม่ คือ เค้าหลับอะ แท็ปงงมาก แล้วเค้าก็บอกว่า หนังเรื่องนี้ดีเนอะ ใช้ตัวละครก็น้อย ชุดก็ไม่ต้องใช้มาก ถ่ายก็ถ่ายตามบ้านนอกประหยัดดี มิน่าถึงไม่ค่อยมีคนดู ตอนพี่ไปดูช็อคโกแลตตื่นเต้นสนุกตลอดเวลาเลย แบบว่า ==’ เข้าใจเลยว่าทำไมหนังบางเรื่องถึงขาดทุน ไม่ได้รับความนิยม หนังมันดีออกน้า
 
2. ถึงเวลาบ่นของจริง แบบว่าตารางหนังมันรอบฉาย 15.00 พวกแท็ปก็มากันตรงเวลาก็เข้าโรงไปเลย เข้าไปมันก็เป็นจอขาวๆ อยู่แล้วก็มีเสียงเหมือนไฟช็คตๆ ก็นั่งรอจน 15.07 ก็ทนไม่ไหว ก็เลยออกไปบอกคนตรวจตั๋ว(กระเทย)ว่าพี่คับหนังฉายกี่โมงหรอคับ เค้าก็เดินตามแท็ปเข้ามาโรงแล้วก็บอกว่าฉาย 15.00 นี่หละครับ เดี๋ยวก็จะมีตัวอย่าง แท็ปก้เลยกลับมานั่ง ซักพักก็เห็นเค้าเอา ว. มาว. ถึงห้องฉาย เค้าเรียกไปนานมากไม่มีใครตอบเลย (แท็ปคิดว่าคนฉายคนท้องเสียมั้ง 555) ก็เห็นเค้าหายไปแล้วซักพักตัวอย่างก็มา(คงวิ่งไปฉายเอง) แต่มันยังไม่จบนะ ก็นั่งดูตัวอย่างหนังถึงเพลงสรรเสริญพระบารมีละ ไมไม่ปิดไฟว่ะ จะให้ดูอย่างงี้หรอ(เปิดไฟโรงสว่างโล่เลย) แต่ดี คนเดิมเดินเข้ามา แล้วเห็นก็รีบวิ่งออกไป คงไปปิดให้ เป็นอันจบ ได้ดูอย่างปกติซะที แต่เรื่องเซ็งมันยังไม่จบ
 
3. ณ เวลาประมาณ 3/4 ของเรื่อง คนข้างหน้ามีโทรศัพท์เข้า เค้ารับ(โอเคไม่ว่าไร) แต่คุยนานมาก ไม่ต่ำกว่าหนึ่งนาทีแน่ๆ แล้วพระเอกนางเอกก็กะลังซึ้งกันอยู่ คนเราอะไรที่เค้าบอกกันก่อนเข้าโรงนี่ไม่เข้าหูเลย จะโทรศัพท์ก็ไปดูที่บ้านเซ่
 
อ่าๆ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน แท็ปแค่เขียนให้ขำๆ แค่นั้นแหละ จริงๆ ก็ไม่ซีเรียสไรมาก ยาวมากละ พอแค่นี้ละกัน
 
  1204048446   eastern-promises-poster  koizora_pt13
 

ปิดกล่องปีสาม

ปิดกล่องไปเรียบร้อยอย่าง(เกือบ)สมบูรณ์แล้ว(เหลือการบ้านเล็กๆวิชานึง) สำหรับชีวิตนิสิตภาควิชาคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 3
 
เพิ่งได้กลับมาดูว่าไม่ได้อัพเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มเลยทีเดียว จะกลับมาอัพอย่างต่อเนื่องเช่นเคยละครับ
 
ปีนี้ มีอะไรเปลี่ยนไปมากมาย เห็นอะไรมามากมาย มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย ตัวเราก็เปลี่ยนไปมากมาย ไว้มีอารมณ์จะมาเขียนละกัน ตอนนี้ขอไปลั๊ลล้าก่อน
 
โชคดีทุกท่าน (เป็นกำลังใจกับคนที่ยังสอบไม่เสร็จทั้งหลายด้วย เดี๋ยวจะพักเผื่อก่อนละกันนะ สู้ๆทุกท่านอีกนิดเดียว)
 
แท็ป