Monthly Archives: January 2008

ยังไงมันก็ยังเป็นดิสนี้ ดิสนี่สิหน่า

เมื่อวันจันทร์เรียนตอนบ่าย อาจารย์คุยให้ฟังว่า (จำคำพูดไม่ค่อยได้นะอาจจะเพี้ยน) "ผมเพิ่งไปดูหนังเรื่องนึงมา ไร้สาระอย่างสิ้นเชิง แต่ดูแล้วมีความสุขมาก" วันนี้ฤกษ์งามยามดีก็เลยได้ไปดู โดยคาดหวังว่าจะได้อารมณ์เดียวกะ stardust เกือบแล้วเชียวๆ เกือบจะทำให้แท็ปพูดว่าสมบูรณ์แบบได้แล้วขาดอีกนิด กับหนังเรื่องนี้
 
Enchanted
 
สปอยด์ทั้งหมด เนื้อๆ เลยละกัน assumeว่าทุกคนคงไปดู (บังคับ) ไม่ต้องเล่าอะไรแล้ว (เดี๋ยวยาวอีก)
 
จุดที่ทำให้ยังรู้สึกว่าไม่เพอร์เฟกค์ (ความเห็นส่วนบุคคล)
  1. คาแรกเตอร์ของตัวละครที่หลุดออกมาจากนิทานเนี้ย รู้สึกว่าโอเวอร์แอ็คชั่นไปหน่อย ดูตัวที่แสดงคนเดียวกะปีเตอร์ เพ็ดติกรูอะดูสมจริงที่สุด แม่มดนี่หลุดตอนท้ายๆเรื่องที่ไร้สาระไป นางเอกนี่แบ๋วเกิน เจ้าชายก็เซ่อๆเกิน ถ้าอยู่ในนิทานคงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครชอบเท่าไหร่
  2. เล่าเรื่องได้เด็กไปนิดนึง ตรงไปตรงมาเกินไปหน่อย ไกด์คนดูมากไปหน่อย
  3. ไม่ชอบตรงที่ รู้สึกว่าถ้านางเอกไม่สลบก็คงไม่ได้รักกัน รู้สึกว่าความสำเร็จของความรักของคู่นี้พึ่งพาโชคชะตาไปหน่อย แล้วก็มันสลับคู่ลงเอยกันง่ายไปหน่อย ไม่ค่อยถูกใจ มันEasy happy ending เกินไปอ่าๆ (เค้าทำให้เด็กดูแหละ)
  4. อาการตกใจของชาวเมืองเมื่อเจอพวกมาจากโลกนิทานดูไม่ค่อยเป็นประโยชน์ต่อตัวหนังเท่าไหร่ จะฮาก็ไม่ได้ฮามาก (หรือไม่เก็ตเองหว่า)

เท่าที่นึกออกก็มีแค่นี้ มาถึงส่วนที่ชอบเป็นพิเศษบ้าง

  1. เพลงประกอบ ทั้งเพลงในงานเต้นรำ โดนๆ แล้วก็เพลงที่เต้นในสวนสาธารณะ(ชอบกลุ่มเร็กเก้นั้นอะทั้งเสียงร้องและเครื่องดนตรีเค้า) รวมถึงฉากเต้นรำที่เด่นชัดสวยงาม แต่ไม่โดดออกมาจากตัวหนัง เห็นแล้วนึกถึงขบวนพาเรดใน Disney Land เลย
  2. ตัวบทหนังที่แสดงการผสมผสานความรักในสองแง่มุมที่สุดขั้วเข้าหากันได้อย่างลงตัว (เดี๋ยวมีบทวิเคราะห์ข้างล่าง)
  3. พิพ(ชื่อนี้ป่าวว้า) chipmunk อะ ฉากที่มันพยายามสื่อความว่าแม่มดส่งไอ่อ้วนมาฆ่านางเอกรอบแรกเนี้ย พอมันแสดงจบ แท็ปปรบมือ แทบจะลุกขึ้น stand ovation ให้มันเลย แต่ก็ยังเห็นได้ว่า Disney ยังไม่ได้แก้ปัญหาเดียวกับที่เกิดขึ้นกับการ์ตูนสองเรื่องที่ทำโดยไร้เงา Pixar สองเรื่องล่าสุดที่ผ่านมา (Meet the Robinsons กะ Surf Up) คือ เค้าไม่สามารถสร้างจุดเด่นให้แก่ตัวละครหลักได้ (เอาแบบให้คนไปเจอตัวนี้ที่ไหนก็ต้องร้องอ๋อว่ามาจากเรื่องโน้นเรื่องนี้อะ)

แค่นี้ก่อนละกัน เดี๋ยวไว้นึกออกเพิ่มแล้วมาเติม

ใครว่าเรื่องนี้ไร้สาระแท็ปเถียงเต็มที่ประเด็นเรื่องความรักของเรื่องเนี้ย ขับเน้นให้หนังมีมิติขึ้นเยอะเลย (เรียกได้ว่าเป็นจุดที่ทำให้รู้สึกดีกะเรื่องนี้ขึ้นมาเยอะมา ลองนึกหากไม่มีเรื่องความสัมพันธ์ตรงนี้)
สรุป ประเด็นสิ่งที่แท็ปได้ และได้บอกกับตัวเอง คือ ปล่อยไปเถอะ เรื่องนี้ ปล่อยไปตามที่มันควรจะเป็น แต่เราก็ต้องเตรียมตัวเราให้ดี เตรียมใจเราให้ดี พร้อมรับกับทุกอย่าง ไม่ลุ่มหลงกับมันมากเกินไปเมื่อมันเข้ามาหา เพราะโลกนี้ไม่ได้เป็นดั่งเช่นนิทานเสมอไป ในทางกลับกันหากอีกโอกาสก็ควรใช้มันอย่างเต็มที่มีความสุขกับมันอย่างเต็มที่ อย่าปิดกั้นตัวเอง และเรื่องนี้ไม่มีอะไรตายตัว ไม่ใช่ว่าทำอย่างนี้แล้วต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่างสิ่งที่เราทำอยู่นี้จะเป็นสิ่งที่ดีที่ควรทำทุกครั้ง บางครั้งเราก็ต้องปรับตัวตามสถานการณ์ กระโดดลงไปให้เต็มตัว ลงไปมีความสุขกับมันเถอะ มีความสุขอย่างมีสตินะ

ยาวอีกจนได้ พอแค่นี้ละกัน i’ll right back very soon

ปล. i’m so sorry. it’s very kind of you. blah blah ได้ยินประโยคแนวๆ นี้ซ้ำๆบ่อยมากจากนางเอก (point คือ? เออ งงตัวเอง)10238372_ori

Advertisements

Cloverfield อ๊าก แหวะ เจ๋ง

ไม่ได้เข้าโรงหนังนานที่สุดในรอบปีเลยทีเดียว แต่พอกลับมาดูตารางแล้ว มันมีเรื่องน่าดูเยอะมาจริงๆ ต้องรีบเคลียร์ละ
ตอนแรกตั้งใจจะไปดู Eastern promises ที่ SF World แต่รถติดกลัวไปไม่ทันก็เลย ดูเรื่องนี้ก่อนละกัน
 
Cloverfield
 
ขออนุญาตสปอยด์รวมๆ อยู่ในเนื้อหาเลยละกัน ง่วงแล้ว มาแยกไม่ไหว
 
หากคุณไม่ได้ติดตามหนังแต่ละเรื่องอย่างใกล้ชิด หากคุณเป็นเพียงแค่คนที่ดูหนังเรื่องๆ หนึ่งแล้วจบไปไม่สนใจ ดูเรื่องนี้จบก็คงพูดว่า "หนังห่วยอะ" แล้วก็บ่นๆ เรื่องเวียนหัว อ๊วกๆ ไรงี้ แล้วก็จบไป (อาจจะมีไปแนะนำคนที่จะไปดูว่าอย่าไปดูเลย) แต่ถามได้ตามจริงๆ แล้ว หนังเรื่องนี้มีอะไรมากกว่านั้น
 
ปกติแล้วแท็ปจะไม่ค่อยให้ตัวเองรู้เกี่ยวกับหนังที่ยังไม่ดูมากนัก เพราะกลัวเสียอรรถรสไป การตัดสินใจไปดูหนังเรื่องหนึ่งๆ ก็จะฟังเสียงชาวพันทิพย์ซะเป็นส่วนมาก (และก็ไม่เคยผิดหวัง) จนหลายๆ ครั้งที่ชวนเพื่อนไปดูหนังแล้วมันถามว่าเกี่ยวกับอะไร ก็ตอบมันไปว่าไม่รู้ พวกมันก็งงๆกันว่า ไปดูทั้งที่ไม่รู้ว่าเป็นยังไงเลยเนี้ยอะนะ ถูกกกก รู้แค่ว่ามันดีก็พอ หนังแนวไหนดูได้หมด
 
กะเรื่องนี้เข้าไปดูโดยรู้เพียงว่าสัตว์ประหลาดบุก ใช้เทคนิคถ่ายแบบเหมือนกับคนถ่ายไปอยู่ในเหตุการณ์จริง ถือกล้องแฮนเฮลด์ ภาพก็จะส่ายทั้งเรื่อง เตรียมตัวทำใจไว้ให้ดี (พอไปดูแล้ว ก็คิดในใจ กูยังถ่ายได้นิ่งกว่ามึงเลย จะส่ายไปไหน) รู้แค่นี้เอง
 
ระหว่างดู ชอบอะ หนุกดีนะ แต่ก็มีแอบคลื่นๆ ไส้เหมือนกัน (รู้สึกเหมือนเวลาเมารถ แต่ไม่ปวดหัวอะ) เนื้อหานอกจากการพยายามเสนอความรู้สึกของคนในเหตุการณ์ให้สมจริงแล้ว(กลางๆเรื่องมีช่วงกล้องไม่สายให้พักด้วยนะ ก็ทำเนื้อหาประมาณตัวละครพักเเหมือนกัน) ก็มีเนื้อหาเรื่องความรัก และยังแอบสอดแทรกมุขตลกเข้าไปอยู่บ้าง (หลังๆ นี้ ขาดไม่ได้เลยส่วนประกอบที่ทำให้หนังประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นหนังแนวใดก็ตาม) อารมณ์ประมาณสัตว์ประหลาดก็ถล่มเมืองไป ตัวละครก็หนีตายกันไป แต่คนดูนั่งขำ 555 แล้วหนังยังเล่นกับอารมณ์ของคนดูอีกหลายๆ จุด เช่น จะรอดแล้วก็ไม่รอด ไอ่เราก็วางใจแล้วอยู่ดีๆ ก็ อ๊าก (รู้สีกได้เลยว่า ถ้าถ่ายทำแบบกล้องนิ่งปกติ ในหลายๆฉากจะไม่ตื่นเต้น ไม่ได้อารมณ์ขนาดนี้เลย)
 
ดูออกมา ตอนแรกตั้งใจว่าจะมาเขียน space โดยตั้งชื่อ topic ว่า "หนังดี ที่ไม่แนะนำให้ไปดู" แต่ช้าก่อนเปลี่ยนใจแล้ว หลังจากกลับมาแล้วเปิดดูข้อมูลต่างๆ (ติดใจจากในหนังซึ่งมีปมประเด็นที่ไม่ได้เฉลยเยอะมาก เช่น สัตว์ประหลาดมาจากไหน ตายมั้ย ฯลฯ)
 
หลังจากอ่านข้อมูลต่างๆใน internet ก็พบว่า ผู้สร้างหนังได้เตรียม sidestory ของหนังไว้เยอะมากๆ คือ นอกจากที่ตัวหนังใช้การ present แบบhandheld ให้ผู้ดูรู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริงแล้ว นอกจอยังสร้างข้อมูลต่างๆ ขึ้นมา ผสานโลกแห่งความจริงเข้าไป เพื่อหลอกให้คนอย่างแท็ปอึ้งต่อไปได้อีก โดยมีข้อมูลต่างๆ มากมาย เช่น เว็บไซต์สินค้าของบริษัทที่พระเอกกำลังจะย้ายไปทำงาน ข่าวแท่นขุดเจาะนำมันถล่ม ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกับบริษัทที่พระเอกจะย้ายไปทำงาน (ทำคลิปเป็นข่าว แท่นถล่ม ลง youtube เป็นภาษาสเปนกะอิตาลีเลย คิดดูว่าแท่นถล่มก็ต้องทำ CG อีก) ยังมีการทำ myspace ของตัวละครหลักๆของเรื่อง โดยแต่ละตัวมา comment กันด้วย แถม comment ในวันเวลาต่างๆ กัน ซึ่งเวลาเป็นเวลาก่อนเกิดเหตุการณ์ในเรื่อง ซึ่งคิดดูว่ามันต้องใช้การเตรียมการและวางแผนขนาดไหน
 
โดย sidestory เท่าที่อ่านผ่านๆ จับความได้ว่าบริษัทที่พระเอกจะย้ายไปทำงานเนี้ย มีความเกี่ยวข้องกับสัตว์ประหลาดในเรื่องอยู่ เพราะมันมีประเด็นของตัวละครในเรื่องที่โดนสัตว์ประหลาดกัด แล้วซักพักตัวระเบิดอยู่ ซึ่งเค้าว่าเกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มที่บริษัทพระเอกจำหน่าย ฯลฯ แถมบริเวณที่แท่นน้ำมันถล่มเนี้ย ยังอยู่ใกล้กับเกาะในซีรีสที่ฉายทาง UBC เรื่อง Lost อีกแหนะ(ผู้กำกับหรือผู้สร้างคนเดียวกันนี่แหละ ซักอย่าง) เป็นไปได้ว่าอาจจะเชื่อมโยงให้มันเป็นสัตว์ประหลาดตัวเดียวกัน (Lost ยังไม่รู้ว่าสัตว์ประหลาดคืออะไรเลย) 
 
ประเด็นหลักที่ต้องการให้เห็นคือ idea idea ของผู้สร้างหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่เริ่มทำการตลาดปล่อยข้อมูลต่างๆ ออกมาก่อนเกือบปี trailer ที่ไม่ให้เห็นตัวสัตว์ประหลาด เป็นการเล่นกับความอยากรู้สึกเห็นของคน การทำ sidestory เยอะแยะมากมาย ให้แกะรอยตามประเด็นต่างๆ กัน (สุดท้ายก็อาจจะไม่มีคำตอบเพื่อโยงไปถึงภาคต่อไป หากมีการทำภาคต่อ) อาจจะมีข้อจำกัดอยู่ที่ว่าปัจจุบัน internet ยังไม่ได้เป็นที่นิยมในวงกว้างเพียงพอที่จะปั่นกระแสของคนทั้งโลกขึ้นมาได้ ลองนึกภาพหาก sidestory ส่วนนี้เปลี่ยนไปลงที่ ไทยรัฐ เดลินิวส์ แทนคงจะดังไม่น้อย
 
คือ อยากให้ทุกคนเห็นว่า นี่เค้าไม่ได้สร้างอะไรที่เกินกว่ากำลังความสามารถของเทคโนโลยีหรือวิทยาการความก้าวหน้าในปัจจุบันสามารถทำได้เลย (ทุกอย่างสมองล้วนๆ) แต่เค้าก็สามารถสร้างสรรค์การตลาดแบบใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาดได้ ใครที่ปัจจุบันมีความคิดประมาณว่า "มันก็ทำได้แค่นี้แหละ เราไม่สามารถทำอะไรไปได้มากกว่านี้แล้ว" "แค่เราจะทำอะไรได้ ถ้ามันทำได้จริงคงมีคนทำไปแล้วหละ" ฯลฯ คุณกำลังดูถูกตัวของคุณเองอยู่ ลองกล้าคิดให้นอกกรอบ แล้วตกผลึกสิ่งนั้นๆ มาทำดู คุณอาจจะได้ทำสิ่งอะไรแปลกใหม่ง่ายๆ ไม่เคยมีบนโลก ซึ่งทำให้คนที่รู้หงายหลัง พร้อมอุทานออกมาว่าคิดได้ยังไง ออกมาก็ได้ 
 
เค้าทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้
 
ปล. คนแสดงเป็นแฟนพระเอก(ไม่น่าเรียกว่านางเอกมั้ง คือ บทไม่ค่อยเยอะอะ)สวยดี ชอบๆ
 

   1-18-08_00   1-18-08_01   odette_yustman_1

 

two more love movies

ช่วงนี้ก็ปิดกีฬามหาลัยอ่ะนะ ถึงแต่ก็เหมือนกับไม่ได้หยุดเพราะต้องทำงานตลอดเลย สงสัยจะไม่มีวันหยุดอีกซะแล้วมั้งชีวิตนี้ แต่ถึงงานจะเยอะแค่ไหนก็ไม่มีอะไรเบียนเบียนเวลาดูหนังของเราได้ ฮา คราวนี้ไปเก็บมาสอง
 
เป็นหนังที่เค้าทำขึ้นมา โดยนำเพลงของวง The Beatles มาใส่เป็นบทพูด ทั้งเรื่องมีสามสิบกว่าเพลงแหนะ ส่วนบรรยากาศของหนังก็จะอิงกับตัว The Beatles นั่นแหละทั้งเวลาในหนัง แล้วก็สถานการณ์ความเป็นอยู่ช่วงนั้น
ก่อนเข้าโรงดูเรื่องนี้คาดหวังว่าจะได้ฟังเพลงเพราะๆ กะได้ดูบทหนังที่สอดรับกับเพลงอย่างเหมาะเจาะ แค่นั้น ส่วนเรื่องอื่นก็เตรียมใจไว้เหมือนกันว่าเราคงไม่ค่อยชอบความ art เท่าไหร่(ไม่ค่อยซาบซึ้งแฮะ ไม่ถึงจริงๆ) แล้วอีกอย่างเราก็ไม่ได้เป็นแฟนเพลงของ The Beatles ด้วย เอาจริงๆ เลยก็รู้จักแค่เพลง Let it be เพลงเดียวเอง
ดูออกมาก็ ok ได้ทุกอย่างตามที่คาดหวัง ได้ฟังเพลงเพราะ และเพลงแต่ละเพลงก็ใส่เข้ามาในหนังได้อย่างดีจริงๆ (โดยเฉพาะ I want you นี่แถได้อีก ฮาสุดๆ เกือบหัวเราะเสียงดังออกมาในโรงเลยอ่า ดูรูปได้ข้างล่างแล้วไว้จะเล่าให้ฟัง) แต่ส่วน art ก็ตามที่คาดเหมือนกัน เรียกว่าอะไรนะ surreal มั้ง แบบไม่ค่อยชอบเลย แล้วก็ท้ายๆเรื่องนี่แต่ละเพลงเล่นร้องจบเพลงเลย ถ้าเพลงไหนเราไม่ชอบเราไม่ซึ้งก็แหง่วนานเลย
  across_00  world-war-1-recruiting-poster  1199463449
  1199463257  1199463342
 
เรื่องนี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวละครเอกทั้งคู่ซึ่งเป็นเพื่อนกันตอนเรียนมหาลัย ที่ต่างกันสุดๆ พระเอกเป็นคนเชื่อคนง่าย ไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ แต่มีความจริงใจ ส่วนนางเอกเป็นแนวผู้หญิงเก่ง แต่ถ้ามันมีประเด็นแค่นี้มันก็ไม่เกิดเป็นหนังสิ จุดที่ทำให้มีหนังเรื่องนี้ขึ้นมาได้ก็เพราะ เค้าทั้งคู่กลับมีจุดที่เหมือนกัน คือ ปากแข็งทั้งคู่
เรื่องนี้เข้าไปดูแบบไม่รู้อะไรเลย แค่ไม่มีเสียงติกะเรื่องนี้มากนักก็เลยมั่นใจเข้าไปดู ดูออกมาแล้ว ชอบมากๆ จริงๆ หนังมันเศร้านะ แต่แท็ปดูแล้วไม่เศร้าเลย แต่กลับรู้สึกว่ามันคลายความเครียดได้ดี ดูออกมาแล้วรู้สึกสมองเบาๆ ดี
นอกจากมุขตลกที่มีสอดแทรกอยู่ในหนังเหมือนหนังเรื่องอื่นๆ ทั่วไปแล้ว เรื่องนี้ก็ยังแสดงประเด็นให้เห็นหลายจุดเหมือนกัน แต่ก็ยกบางจุดมาเขียนละกัน (แค่บางจุดก็คาดว่าจะยาวละ)
 
สปอยด์ที่สุดเลยนะ ข้างล่างเนี้ย
 
ประเด็นแรก คือ ตัวนางเอก เธอทำหนังสั้นขึ้นมา(เขียนบท,กำกับเอง) โดยได้พระเอกมาเป็นพระเอก แล้วก็ตัวเองก็จำใจต้องแสดงเป็นนางเอกด้วย (เพราะนางเอกที่เตรียมไว้ไม่ยอมแสดงฉากจูบ) เป็นเนื้อเรื่องประมาณว่าอีก 7 วันอุกาบาตจะชนโลก โลกจะดับ คู่รักคู่หนึ่งฝ่ายชายจะไปถ่ายรูปอุกาบาตที่ขั้วโลกใต้แล้วจะกลับมาให้ทันก่อนวันสิ้นโลก ตัวละครที่ดำเนินเรื่องคือฝ่ายหญิงผู้ซึ่งร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ได้แต่เฝ้ารอฝ่ายชายเพราะไม่อยากตายไปเพียงลำพัง โดยหนังสั้นเรื่องนี้อารมณ์สื่ออกมาประมาณว่าฝ่ายหญิงไม่สามารถรอได้อีกแล้ว อยากเจอฝ่ายชายมากๆ ซึ่งต่างกับตัวนางเองจริงๆ ที่เฝ้าเก็บความรักไว้ไม่เคยบอกออกมาตรงๆ ซักครั้ง (ได้แต่ไปคุยให้น้องสาวตาบอดที่บ้านฟัง) เค้าน่าจะต้องการสื่อว่าเนื้อเรื่องของหนังสั้นเนี้ย เกิดจากความรู้สึกภายในของตัวนางเอกเอง
 
ประเด็นต่อมา คือ มีตัวละครผู้หญิงเสี่ยวๆคนนึง (กะมุขยืมโทรศัพท์หน่อยค่ะ ฉันจะโทรหาใจชั้น) ซึ่งพยายามวิ่งเข้าหาความรักอย่างเต็มที่ อยู่ดีๆ ก็หอบของมาอยู่บ้านพระเอกเลย แล้วก็โกหกพระเอกหลายๆ อย่าง พระเอกเราก็เชื่อทุกอย่าง แต่สุดท้ายแล้วอยู่ดีๆ พระเอกเราเกิดฉลาดขึ้นมาซะงั้น(ครั้งเดียวในเรื่อง) รู้ว่าเค้าโกหก ก็เลยไล่เค้าไป จนถึงฉากเนี้ย แท็ปเกลียดผู้หญิงคนนี้เหมือนกัน แท็ปไม่ชอบคนโกหกแล้วก็แถๆไปเรื่อยอย่างงี้เหมือนกัน แต่ก่อนตัวละครตัวนี้จะไปกลับทำให้แท็ปตึ้งขึ้นมาและสะท้อนใจบางอย่าง ฉากสุดท้ายที่พระเอกถามความจริงจากเธอ เธอพูดว่า"คุณสัญญาก่อนสิว่าจะไม่เปลี่ยนไปแล้วชั้นจะพูดความจริง"พระเอกก็ไม่ตอบ(แน่นอนฉลาดอยู่ช่วงนี้)(ตอนนี้แท็ปก็ยังไม่คิดไร ยังเกลียดอยู่) แต่พอตอนเธอลากกระเป๋าจะออกจากห้อง เธอพูดเนื้อความประมาณว่าถ้าชั้นไม่โกหกแล้วคุณจะคบกับชั้นมั้ย ถ้าชั้นบอกว่าอายุ 34 ไม่ใช่ 26 แถมยังเคยหย่าร้างด้วย เนี้ย แท็ปก็จุกขึ้นมาเลย แท็ปคิดว่า ถามว่าเค้ามีความผิดหรอที่เค้า หย่าร้าง ไม่มีใครอยากหรอก แต่พอมันเกิดขึ้นแล้ว แล้วเค้าจะขอกลับไปมีความสุขอีกครั้ง แต่งงาน มีครอบครัว ไม่ได้แล้วหรอ (ก่อนจะมาเจอพระเอกก็คงเคยพยายามแบบนี้กับผู้ชายคนอื่นมาแล้ว) แต่ก็นะสุดท้ายโกหกก็คือโกหกวันยังค่ำ ถ้าเค้าพูดความจริงซักวันต้องเจอใครซักคนที่พร้อมจะดูแลเค้าอย่างจริงใจแน่นอน
 
แล้วนี่คิดได้เมื่อเช้าสดๆ ร้อนๆ คือ ตัวผู้หญิงคนเนี้ย แสดงให้เห็นถึงคนที่วิ่งไล่หาความรักอย่างเต็มที่ ช่างต่างกับนางเอกของเราเหลือเกิน
 
มีอีกหลายประเด็นกับเรื่องนี้ที่แท็ปพิมพ์ม่ายไหว แล้วก็คิดว่าอีกหลายประเด็นที่ตามไม่ทัน ก็เรื่องนี้เชียร์มากๆ ไปดูกัน แล้วกลับมาคุยกันนะค๊าบ (ยาวมากคราวนี้)
 
  3500_key_image_1  rainbowsong_pt  11_2
  13_2  195229_692480066
 
ปล.มีต่ออีกหน่อย คือ จริงๆ แล้วเขียน blog เนี้ยตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่เขียนเสร็จแล้วพอกดอัพ เน็ตเน่า ตอนนั้นเซ็งมาก ก็เลยกะว่าจะอัพ เป็นข้างล่างนี้ แต่พอนอนตื่นมาตอนเช้า มีอารมณ์ละก็เลยเขียนใหม่ แต่ยังไงก็ขอเก็บไอ่ข้างล่างนี้ไว้ด้วยละกัน (ตอนนั้นเขียนหัวเรื่องว่าจะไปเผาบ้าน Bill Gates)
 
เซ็ง เมื่อกี้เขียนไป blog นึง เล่าเกี่ยวกะไปดู Across the Universe กะ Rainbow song มา โดยเรื่องหลังเนี้ย ชอบมาก เลยเขียนยาวสุดๆ พอโพสปั๊ป เน็ตเน่า หายหมด
MS มันโง่อ่า gmail ยังมี auto save อยู่เรื่อยๆ เลย เซ็งๆ
อ่าๆ พอๆ จริงๆ ก็ความสะเพร่าของเราเองแหละ ไม่ได้เกี่ยวกับ MS แต่อย่างใด โวยวายไปงั้น ก็รู้อยู่ว่าเน็ตไม่ค่อยดี ก็ไม่ยอมเขียนใส่ที่อื่นไว้ก่อน ไม่มีอารมณ์เขียนละ ก็แป๊ะเอาไว้แต่ชื่อเรื่องละกันว่าเคยดูมา
Across the Universe
RainbowSong
พอๆ
 
555 อย่างขำตัวเอง