Monthly Archives: November 2007

Michael Clayton

ก็ตามชื่อแหละ วันนี้ก็ไปดูหนังมาอีกละ

Michael Clayton
ตัวเองเรื่องนี้มีชื่อเดียวกะชื่อเรื่อง ตำแหน่งการงานเค้าก็แปลกๆหน่อย แท็ปก็ไม่ค่อยเข้าใจ ประมาณว่ามีหน้าที่คอยต่อรองจัดการคดีด้านหลังแบบไม่ต้องขึ้นศาลอะ ทำงานให้บริษัททนายแต่ไม่มีชื่ออยู่ในพนักงานบริษัท แต่เจ้านายก็บอกว่าตำแหน่งอย่างเค้าไม่มีคนอื่นทำได้ งงป่ะๆ พี่ชายเค้าอธิบายในหนังว่าตำรวจมองว่าเป็นทนาย ทนายมองว่าเป็นตำรวจ แต่ George Clooney แสดงได้เท่มากๆ ชอบๆ
ตัวหนังก็มีบทพูดเยอะเหลือเกิน เป็นอีกครั้งที่แท็ปรู้สึกว่าถ้าฟังภาษาอังกฤษได้ดีกว่านี้คงจะดูสนุกและเข้าใจอะไรมากกว่านี้ แบบว่าไม่ค่อยมีเวลามองภาพเลย มองแต่ซับ

ประเด็นเรื่องการเลือกระหว่างเงินกะความยุติธรรมที่เป็น point ของเรื่องนี้ ก็ดูไม่ค่อยซาบซึ้งเท่าไหร่ จริงๆ เค้าก็พยายามให้น้ำหนักนะว่าทางบ้านพระเอกก็มีปัญหาทางด้านการเงินอยู่

ประโยคนี้สปอยด์เนื้อเรื่องหลัก
แต่สุดท้ายแล้วเพื่อนโดนฆ่าตายแถมตัวเองก็เกือบโดนฆ่าตายใครจะไปสนเงินหละทีนี้

แต่ก็มีประเด็นอื่นที่แท็ปมองเห็นแล้วคิดว่ามีสาระเหมือนกัน ก็คือ
เรื่องที่พระเอกไม่ยอมเชื่อเพื่อนตัวเองในตอนแรก แต่หลังจากเกิดเรื่องแล้ว ทำให้เค้าเชื่อใจน้องชายเค้า
มันบอกเราว่า ถึงแม้เราได้เห็นกับตา ได้รับรู้ด้วยตัวเราเอง ก็ยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าสิ่งที่เราตัดสินไปว่าจะเชื่อหรือไม่นั้น เราตัดสินถูกหรือเปล่าเลย

"ไม่ผิดที่จะตัดสินใจ แต่อย่าปักใจ และอคติ"

  MCD5533.jpg  michael_clayton_movie_poster2.jpg
  FCMC0070.jpg  FCMC0073.jpg  MC9254.jpg

Advertisements

Way to knock down Microsoft softwares

ตะกี้อาบๆน้ำ อยู่ดีๆความคิดเก่าก็แล่นขึ้นมา เรื่องว่าจะทำยังให้คนหันไปใช้ IM ตัวอื่นที่ไม่ใช่ Windows live messenger จริงๆ แท็ปก็เคยใช้แต่ skype แหละนะ ก็รู้สึกว่ามันสวยกว่าตั้งเยอะ จริงๆ ก็รู้ว่าสาเหตุหลักเลย ซึ่งส่วนตัวแท็ปก็เป็นเพราะสาเหตุนี้เหมือนกันที่ทำให้ live messenger ยังครองตลาดอยู่ก็คือเพราะคนอื่นเค้าเล่นอยู่ ถ้าเปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่นแล้วจะคุยกะใครหละ อย่างอยากจะลอง GTalk ดูบ้างว่ามีอะไรให้เล่น แต่ก็นั่นแหละถึงมีอะไรให้เล่นก็ไม่มีคนเล่นกะเราอยู่ดีก็เลยไม่เล่นซะที

ความคิดมันก็แวบไปถึงว่ามีสาเหตุใหญ่อันนึงที่ความนิยมของ Windows ลดลง คนหันไปใช้ Firefox มากขึ้น คือ เรื่องความปลอดภัย อย่างแท็ปสาเหตุนึงที่ใครๆ ถามว่าทำไมถึงใช้ Ubuntu คำตอบที่ได้ยินจากแท็ปคำตอบแรก(จริงๆก็จะมีอีกหลายข้อ)คือ เพราะไม่ต้องลง antivirus เพราะแท็ปรู้สึกว่าทรัพยากรบนเครื่องของเราถูกใช้ไปโดยไม่จำเป็นกับการที่ต้องคอย monitor virus แท็ปคิดว่าตราบได้ที่เรายังต้องลง antivirus อยู่ตราบนั้นเวลาเราบูตเครื่องเราก็ต้องรอโหลด desktop นานๆ เปิดโปรแกรมก็ช้ากว่าที่ควรจะเป็น แต่กระนั้นเราก็ไม่สามารถอยู่บน Windows ได้โดย ปราศจาก antivirus software (แต่ก็มีคนเถียงมาเหมือนกัน ถือเป็นความเห็นส่วนตัวละกัน)

มาพูดถึง Browser กันบ้าง ถึงเหตุผลที่แท็ปหันไปใช้ Firefox เนี้ย จริงๆ ก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับ security เท่าไหร่ เพราะแท็ปยังไม่รู้จริงๆเลยว่าทำไม IE ถึงไม่ปลอดภัย เคยได้ยินแต่ว่ามันมีการ enable ActiveX อะไรประมาณนี้(ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าแล้วมันทำไมหรอ) แต่แท็ปก็คิดว่าเหตุผลนี้คงเป็นเหตุผลของคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกจะตีจาก IE

ก็เลยคิดว่าเรื่อง security นี่แหละที่จะทำให้ประชาชนทั้งหลายเริ่มตีจาก live messenger ได้ ซึ่งแท็ปก็ไม่รู้ว่าพวกคนเขียน virus ที่มันติดแล้วจะส่งไฟล์ซึ่งมี virus ไปให้คนอื่นต่อบน live messenger เนี้ยมันคิดเหมือนแท็ปหรือเปล่า ถึงเริ่มมีมาระบาดในช่วงปีนึงที่ผ่านมานี้

จริงๆ จะว่าไปแท็ปก็เห็นทางอื่นที่เจ้าอื่นๆจะแทรกแทรงเข้ามาได้เหมือนกัน อย่าง facebook เงี้ย แท็ปก็ไม่รู้ว่าเค้ามี real-time chat หรือเปล่า ถ้ามีก็อาจจะดึงคนไปใช้ได้ อีกเจ้านึงก็ google gmail ถ้าใครเคยใช้จะพบว่ามีfeatureนึงซึ่งเป็นตัวที่ gmail ใช้โฆษณาเลย คือ เวลาเราส่งเมลล์คุยตอบโต้กับคนหนึ่งๆ บน topic เดิม(ใช้การreply e-mail) มันจะรวบให้เป็นเมลล์เดียวแล้ว ปรับหน้าต่างให้เป็นเหมือนกำลัง chat กันอยู่เลย แท็ปคิดว่านี่เป็นการพยายามรวมโลกของ e-mail เข้ากะ IM ของ google โดยหลักการของสองเจ้าที่กล่าวมานี้สรุปก็คือ ใช้การนำฐานผู้ใช้ที่มีอยู่เดิมของตัวเองมาแก้ปัญหาว่าไม่มีใครยอมเริ่มเล่น IM ตัวอื่นๆ กะเราที่กล่าวไปข้างต้นได้

ความคิดก็เตลิดไปถึงว่าแล้ว software ตัวอื่นของ Microsoft หละ ที่ครองตลาดอยู่ เท่าที่พอนึกออกตอนนี้ก็ Office กะพวก tools ของ .NET ทั้งหลาย ตัว .NET เนี้ยแท็ปคิดว่าคงอยู่ไปเรื่อยๆ ตามอายุของ Windows นั่นแหละ เพราะยังไงๆ Microsoft ก็คงเป็นผู้ผลิต tools ที่ดีที่สุดสำหรับพัฒนาบน Windows อยู่แล้ว ส่วนตัว Office เนี้ย พอเอาเรื่อง security เข้ามาจับ ก็เลยมีความคิดว่าเป็นเพราะมันยังไม่ online หรือเปล่า ถึงยังไม่ค่อยมีอะไรมายุ่งเท่าไหร่ คิดว่าไม่นานยังไงเดี๋ยว Microsoft ก็ต้อง online พวก Office สู้กะ google อยู่แล้ว คงได้เห็นกันแหละ ว่าจะโดนกระหน่ำด้าน security เหมือน software อื่นๆ หรือเปล่า

แค่นี้แหละ ความคิดที่ได้จากการอาบน้ำตอนเย็นในวันนี้ มีไรคอมเมนต์คุยกันได้

ปล. สาเหตุที่แท็ปหันไปใช้ Firefox เอาความรู้สึกหลักจริงๆเลย ก็เพราะว่าอยากจะใช้อะไรที่ไม่ใช่ของ Microsoft เท่านั้นเอง (อคติไปมั้ยเนี้ย)
ปล2. ขณะเขียน blog นี้อยู่ มองขึ้นไปข้างบนเห็น banner โฆษณา Microsoft adCenter (เดาว่าต้องมาแบบ adsence แน่เลย)
ปล3. ไม่เคยเขียนแนวนี้ลงบน space เลยแฮะ

Love of Siam

ไปดูมาแล้วหละรักแห่งสยาม ภาพยนตร์ไทยที่แท็ปเสียพื้นที่ blog เป็นหน้าม้าให้ไปtopicนึงก่อนหน้านี้ จำเป็นต้องรีบไปดูให้เร็วที่สุดหลังจากโดน คิว สปอยด์ขณะแสดงฟลัวร์คอนเสิร์ตที่ u-center เลยคิดว่าถ้าปล่อยเอาไว้ถึงพรุ่งนี้คงโดนสปอยด์ตายแน่นอนเลย รีบไปดูๆ ดีกว่า

คำเตือน ข้อความต่อไปข้างล่างนี้มีการเปิดเผยบางส่วนของหนัง(ไม่ใช่จุดไคลแมกซ์) แต่ผู้เขียนเสนอแนะว่าคุณควรอ่านและวิเคราะห์ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนเลือกไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้

ขอประกาศดังๆ เลยคำว่ารักแห่งสยามมีเนื้อเรื่องหลักบางส่วนเป็นเรื่อง "ความรักระหว่างชายกับชาย"
แท็ปคิดว่าจุดนี้ไม่ใช่จุดพีคของเรื่อง เพราะมันก็แสดงออกมาตั้งแต่ต้นเรื่องเลย แท็ปเลยถืออนุญาตเอามาบอก
อยากให้เตรียมใจยอมรับจุดนี้ไว้ก่อน ดีกว่ารับไม่ได้เข้าไปดูแล้วก็จะผิดหวัง
หลังจากนี้ก็อยู่ที่การตัดสินใจของคุณแล้วหละ ถ้าหากคุณยอมรับในจุดนี้ได้ก็ไปดูเถอะ "รักแห่งสยาม เป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่ง"
อยากจะบอกว่ามีคนร้องไห้ด้วยหละรอบที่แท็ปดูอะ

มีประเด็นนึงซึ่งแท็ปอยากจะเสนอการวิเคราะห์ตามความรู้สึกของแท็ปหน่อย(ไม่ได้มาจากตัวหนัง100%แต่สรุปออกมาอธิบาย)
หนังเรื่องนี้ทำให้แท็ปได้รู้จักความรักในแง่มุมนึง คือ ความพอดี

ความรักไม่ใช่การที่ต้องได้คนที่เรารักมาครอบครอง แต่ก็ไม่ใช่เพียงแค่เรายืนมองเค้าอยู่ไกลห่างๆๆๆโดยไม่ทำอะไร
ความรักไม่ใช่การที่เราต้องแสวงหามันอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ใช่การที่เราจะเมินและหันหลังจากมัน
ความรักไม่ใช่การทำเพื่อความสุขส่วนตน แต่ก็ไม่ใช่การทำเพื่อคนอื่นจนตัวเองไม่ไหว
ความรักไม่ใช่การกำหนดทุกกฎเกณฑ์ในทุกอย่างให้แก่คนที่เรารัก แต่ก็ไม่ใช่การปล่อยปละตามใจเค้าในทุกสิ่ง
ความรักไม่ใช่การที่เราต้องคอยอาลัยอาวรณ์ตลอดเวลาที่เราเสียมันไป แต่ก็ไม่ใช่การที่เราต้องลืมมันไปจนหมดสิ้นเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้นมา

หากแต่ความรักจะเป็นความสุขเมื่ออยู่บนความพอดี การประนีประนอม การประคับประคอง ความเข้าใจ ในการที่จะดำรงให้รักนั้นคงอยู่

ขอให้ความรักจงอยู่กับทุกๆคน

ปล. อ่านคำวิจารณ์ผสมศัพท์เทคนิคทางการแพทย์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ที่
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=aorta&month=22-11-2007&group=14&gblog=48
ปล2. เขียนตอนดึกๆ อาจจะงงๆ หน่อยนะ มีอะไรจะมาแก้ไขละกัน

มันอยู่ที่คนอย่างพวกเราที่นั่งดูอย่างนิ่งดูดาย

What do you   live  for?
What do you   die   for?
What do you  fight  for?
What do you stand for?
 
คิดว่าหลายๆคนที่ได้เข้าโรงหนังดูหนังในรอบเดือนที่ผ่านมาคงเห็น trailer ที่มีประโยคเหล่านี้ประกอบจากหนังเรื่อง
 
Lions for Lambs
 
เรื่องนี้ไอ่กันชวนไปดูเพราะอาจารย์คณะมันสั่งให้ไปดู(แหม่ อยากเรียนแบบมันบ้าง) ด้วยความที่เราก็ช่างใจอยู่ว่าจะดูดีหรือไม่ดี มีคนชวนก็ไปทันที ดูไปก็คิดว่า ถ้าไม่ได้ดูเรื่องนี้คงเสียดายไม่น้อย เรื่องราวก็ต้องการจะสื่อในแนว blameรัฐบาลสหรัฐ blameวงการสื่อ และเตือนสติคนที่มีความสุขไปวันๆ โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะเป็นไง
 
ชอบในหลายๆ ประเด็นที่กล่าวถึงในหนังเลย ถึงเรื่องที่ถกกันน่าจะเป็นประเด็นเก่าๆ ที่ในคนในวงการคงถกกันมาไม่รู้กี่รอบ แต่กับที่หนังที่สื่อออกมาสำหรับคนไม่รู้เรื่องอย่างแท็ป(ที่ดูแล้วคิดตามไปบ้าง) ชอบๆนะ มันมีทั้งความรู้สึกโดนแทงใจดำ ทั้งความรู้สึกเท่ๆ ฯลฯ หลายๆ อย่างเลย ไม่อยากเขียนเล่าถึงประเด็นต่างๆ อะ เพราะมันเยอะมาก แล้วก็กลัวความไม่เท่าเทียมว่าเขียนถึงประเด็นนู้นไม่เขียนถึงประเด็นนี้ ก็มี blog ให้ตามไปอ่านสองอันละกัน สำหรับคนที่สนใจ
 
 
ส่วนใครที่ตัดสินใจไปดูก็ดูแล้วมาคุยกันได้ แต่คิดว่าคงไม่มีแล้วมั้ง เพราะหนังคงออกพรุ่งนี้แล้วหละ ใครคิดว่าไม่ดูแต่อยากรู้เรื่องก็เรียกให้แท็ปโม้ให้ฟังได้
 
พูดถึงความรับผิดชอบต่อสังคม
ขอโทษด้วยทุกคน วันนี้แท็ปก็ยังทำตัวเป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มสภาวะโลกร้อนอยู่เลย เรื่องๆของเรื่องก็คือ มันไม่ทันพนักงาน seven มันอะ คือ ตั้งใจไว้ตั้งแต่วันก่อนแล้วว่า ถ้าซื้อของ seven อีกจะไม่ใส่ถุงนะ แต่วันนี้วางของแล้วมัวแต่ควักตัง เงยหน้าขึ้นมาดูอีกทีใส่ถุงพลาสติกให้เรียบร้อยซะงั้น จะบอกว่าไม่เอาก็ไงๆ อยู่ คนก็ยืนรอคิวกันเต็ม คราวหน้าๆละกัน จะรีบบอกตั้งแต่วางของเลย
 
   l4l_00   l4l_07   l4l_01  
   l4l_12    l4l_05

คำเตือนก่อนไปดูภาพยนตร์ “รักแห่งสยาม”

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่หลายๆคนรอคอยอยู่ ทั้งจากตัวอย่างที่น่าดู ตัวละครที่สดใส รวมถึงเพลงประกอบที่โดนใจ
แต่มีแนะนำจากคุณ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ซึ่งเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ที่แท็ปชอบที่สุดคนนึง บอกว่าหนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังไทยเรื่องที่เค้าชอบที่สุดสำหรับปีนี้ไปแล้ว และมีคำแนะนำมาว่า
 
ขอสรุป คำแนะนำสั้นๆก่อนตัดสินใจไปดูคือ
1.ลบภาพลบความคาดหวังจากหน้าหนังที่โปรโมท กุ๊กกิ๊กๆน่ารักอารมณ์ Seasons change หนะมีแน่ แต่ไม่ใช่ อารมณ์หลักๆของหนัง เพราะมีทั้ง อารมณ์เศร้า อารมณ์ซึ้ง เนื้อหาหนักๆ เนื้อหาล่อแหลม ฯลฯ แถมหนังก็เล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยๆไป ไม่ได้เร้าอารมณ์เหมือนหนังสูตรสำเร็จ
2. รู้เรื่องย่อให้น้อยที่สุด
3.ปล่อยใจไปกับหนังเรื่อยจนหนังจบ แล้วจะพบว่า สองชั่วโมงครึ่งกว่าๆของหนังเรื่องนี้มีอะไรดีๆอยู่มากมาย
 
(แนะนำว่าอย่าเพิ่งเข้าไปอ่านเพราะอาจจะทำให้พลาดในข้อสองได้ (แท็ปก็ไม่ได้อ่านแต่รู้ว่าบล๊อกของเค้าชอบสรุปอยู่ท้ายๆบทความเลยเลื่อนไปอ่านแค่ข้างล่าง))
 
และจากหลายๆคอมเมนต์ในพันทิพย์บอกว่าหนังเครียดเลยทีเดียว
แท็ปคิดว่า
 
แค่เพียงทุกคนเปิดใจ…
 
 
 
ปล. ตอนนี้อยากดูมากๆ
ปล2. เลยนึกถึงประโยคนึงได้ฝากไว้หน่อยละกัน Love of Siam is not Seasons Change
(มาจากประโยคนึงที่เห็นบ่อยตอนเริ่มจับLinuxใหม่ๆว่า Linux is not Windows)

Secret

วันนี้เพิ่งจะรู้เกรดเทอมที่แล้วครบทุกตัว ได้เยอะสุดในชีวิตมหาลัยเลยนะเนี้ยเทอมนี้ แต่ทำไมไม่พอใจเลยหว่า ไม่เป็นไรเอาใหม่ละกัน รู้แหละว่าเป็นเพราะอะไร

แล้ววันนี้ฤกษ์งามยามดีเลยดอดไปดูเฮีย Jay Chou เค้าเล่นหนังหน่อย(กำกับเองด้วย) หนังเค้าชื่อภาษาอังกฤษว่า Secret อะนะ ก็เลยลองเรียงอะไรเล่นๆ ดู เป็นวิชาที่เรียนไปเมื่อเทอมที่แล้วทั้งหมดอะ
oS sys prog, hardware syn lab, comp sys arch, prog lang prin, eng management, algorithm design
แค่นี้แหละเหอะๆ ไร้สาระๆ

Secret – รักเรา กัลปาวสาน

เรื่องนี้พระเอกนางเองเรียนที่โรงเรียนดนตรีและศิลปะ เล่นเปียโนเก่งกันทั้งคู่เลย ต้นๆ เรื่องก็กุ๊กกิ๊กๆ กันจนน่าอิจฉาเลย ส่วนท้ายๆ เรื่องก็…(ไปดูเองละกัน ไม่กล้าเขียนอะไรมาก)

สำหรับเนื้อเรื่องokเลย ถึงแม้จะไม่แปลกใหม่เท่าไหร่นัก(ไม่รู้เพราะเริ่มดูหนังเยอะแล้วด้วยหรือเปล่า) แต่ก็แอบรู้สึกว่ากับเนื้อเรื่องแบบนี้น่าจะทำให้เรื่องน่าสนใจหรือตื่นตะลึงมากกว่านี้ได้ เรื่องมันโดดๆ แล้วก็อืดๆ หน่อยบางช่วง(ผู้กำกับมือใหม่นี่หน่าๆ) ก็บ่นไปหมดละ มาถึงเรื่องชมละกัน ก็ฉากสวย(หลังๆนี้ดูหนังรู้สึกฉากสวยๆ ทั้งนั้นเลย) ดนตรีเพราะ(แน่นอนหละเป็นหนึ่งในจุดขายของเรื่องด้วยหนิ ได้ยินว่าคนไทยทำนะ) แล้วก็อีกอย่างก็อย่างที่บอกไปข้างต้นฉากกุ๊กกิ๊กกันนี่ทำเรายิ้มตามไปได้เหมือนกัน(ยิ้มแต่ใจเศร้า T-T 555) สรุปหนังก็หนุกเลยทีเดียวนะ ดูเพลินๆรู้ตัวอีกทีก็จบละ ไปดูแล้วมาคุยกันๆละกัน มีประเด็นที่เค้าเก็บไว้ให้เราคิดเองไม่บอกออกมาอย่างละเอียดเยอะอยู่เหมือนกัน

ปล เสียงจีนมีแค่เครือเอเพ็กซ์(สยาม,ลิโด้) กะพารากอนเท่านั้นนะครับ

 
เพิ่มเติม 17/11/07
ชอบประโยคนี้จัง เมื่อความรักแท้จริงได้เกิดขึ้น แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายร้อยพัน ในสายตาของเราก็จะเห็นอีกฝ่ายเพียงคนเดียว เหมือนกับที่เขาก็จะมองเห็นเราแค่เพียงคนเดียวเช่นกัน จาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=aorta&month=15-11-2007&group=14&gblog=44
 
         secret_pt2.jpg       A6000592-26 

F**king busy week

จบเสียทีความวุ่นวายในอาทิตย์นี้ แทบจะเอาตัวไม่รอดแหนะ เหนื่อย
 
เริ่มตั้งแต่วันจันทร์เลย ไปสอบ Network Security Contest 2007 ที่ม.เกษตร (เปิดเทอมมาวันแรกก็โดดเลย)
วันพฤหัสฯ present ความก้าวหน้า โครงงาน rfid ที่ nectec (แถวธรรมศาสตร์รังสิต)
วันเสาร์(ตัวการเลย) สอบใบ cert จาวา แล้วไปสอบคัดฝึกงานที่ IBM Solution อีก แบบว่าสอบ cert 10-13 แล้ว IBM นัดให้ไป 13 ยิงตรงรถ BTS จากทองหล่อไปอารีย์เลยเกือบไม่ทัน ไม่ได้กินข้าวเที่ยงด้วย (สอบcert เริ่มlate ตั้งครึ่งชม.แหนะ)
 
ผ่านไปแล้ว แต่มาดูผลกันหน่อยละกัน ว่าเป็นไงบ้าง
  • NSC 2007 เพิ่งจะบอกตอนสอบว่าเอาเข้ารอบ ม.ละ 3 ทีม แล้วจะไปสู้ปี 4 ได้ไงเล่ายังไม่ได้เรียนเลย… ผล ตกรอบชัว… ความพึงพอใจ ไม่น่าไปเลย เฮ้อ
  • present rfid เพื่อตัดสินว่าจะได้รับทุนต่อหรือเปล่า… ผล น่าจะผ่าน(แต่แท็ปไม่ได้ทำไรเลย เกาะเค้าเอา)… ความพึงพอใจ ไม่ค่อยพอใจตัวเองเท่าไหร่ พูดเสียงสั่นมากๆ น่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ทีมดีภาพรวมเลยดี
  • SCJP สอบเอาใบ cert ว่าเราเขียน java ได้นะ… ผล ผ่านได้ 72% (เกณฑ์อยู่ที่ 59%)… ความพึงพอใจ ok เลยแหละ(อ่านก็นิดเดียว) ตัวนี้เป็นตัวทำให้กังวล ผ่านไปได้ โล่งไปเยอะ
  • สอบคัดฝึกงาน IBM Solution มีเขียนแสดงความคิดเห็น(ภาษาอังกฤษ) กะสอบวัดความสามารถนิดหน่อย… ผล ไม่น่าจะผ่าน… ความพึงพอใจ รู้สึกตัวเองสมาธิแย่มาก ควรทำได้ดีกว่านี้

จบงานนั่ง BTS มาลงสยาม ซื้อหนมเข้า Scala เลย

Tristan & Isode

เรื่องย่อๆ ก็ประมาณว่า ชายหญิงคู่นึงรักกัน แต่ฝ่ายชายเข้าประลอง(โดยไม่รู้)เพื่อนำฝ่ายหญิงไปเป็นภรรยาของคนที่ตนนับถือ เค้าและเธอต้องเลือกระหว่าง ความรัก และ หน้าที่,ความซื่อสัตย์
เป็นหนังฝรั่งที่แปลกมาก ไม่เคยเห็นหนังฝรั่งที่พระเอกนางเอกน้ำตาคลอเบ้าเยอะๆ อย่างงี้มาก่อน เกือบร้องด้วยแหนะ ต้นๆ ของครึ่งหลังเรื่องนี่อินมากๆ ชอบๆ แต่ต้นเรื่องกะท้ายเรื่องบางๆ ไปหน่อย ถ้าแท็ปเป็นพระเอก ไม่ของอยู่ที่เมืองดีกว่าไม่ไหว คงหนีหายตัวไปละหละ

สนุกดีนะว่างๆ ก็ไปดูกันละกัน

ปล ช่วงนี้เดินทางเยอะอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สมัยก่อนตามประสาเด็กบ้านนอกเข้ากรุง ไปไหนไม่เป็นแทบจะไม่ได้ไปไหนในกทมตลอดสองปีที่ผ่านมาเลยก็ได้ (ถ้าจะไปก็ track ตาม bts กะ ใต้ดิน หรือไม่ก็เพื่อนนำไป) แต่ช่วงที่ผ่านมานี้ไปเองคนเดียวทั้ง อินดอร์(คอนbody), nectec, ม.เกษตร, ทองหล่อ(สอบ cert), อารีย์(ibm) แล้วเดี๋ยวก็จะไป เมืองทองดู linkin park อีก เริ่มชำนาญ(การหลง)

ปล2 ขออภัยที่ชื่อหัวข้อไม่สุภาพ อารมณ์นี้จริงๆ ถึงจะไม่ได้ยุ่งแบบ 24hr แต่ความกดดันกับเวลาที่ใช้เตรียมการทำแต่ละอย่างก็สูงพอดูเลยทีเดียว

ปล3 นี่ยังไม่รวม gear game ที่เพิ่งจบไปก่อนเปิดเทอมวันเดียว(แล้วก็ไม่ได้พักซะด้วยเพราะต้องเตรียม slide present rfid) และงานต่างๆที่จะตามมาหลังจากนี้อีกมากมายยยยย