Monthly Archives: September 2007

1408 the adrenaline activator movie

ถึงแม้จะใกล้สอบแล้ว แต่ด้วยความที่ช่วงนี้หนังอยากดูเข้าเยอะมากๆ (ทีก่อนหน้านี้หละไม่มีเลย) ก็เลยต้องแอบไปเก็บซะหน่อย ใช้เวลาหลังจากขี้เกียจอ่านแล้ว คราวนี้ก็เลือกไปเก็บเรื่อง
 
1408
 
เป็นเรื่องของห้องผีสิงในโรงแรมอะนะ ดัดแปลงมาจากนิยายของ Stephen King (คือ ใครก็ไม่รู้เหมือนกัน 555) เนื้อเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรมาก บางจุดก็ดูงงๆแล้วก็ไม่ค่อยสมเหตุสมผลซักเท่าไหร่ คนแสดงก็แสดงคนเดียวแทบจะทั้งเรื่อง จอห์น คูแชก แต่หลังดูจบเอานิ้วโป้งไปเลยคับ สุดๆ
 
คือมันก็ไม่ค่อยมีอะไรจะมาเล่าถึงเท่าไหร่อะ แต่ดูไปขนาดคนไม่ค่อยกลัวผีอย่างแท็ปดูไปยัง ตุ๊มๆต่อมๆ เลย จริงๆมันก็หลอนหนักๆ แต่แค่ครึ่งเรื่องแรกแหละ หลังๆ ก็จะเริ่มเป็นเรื่องจิตๆ หน่อย ชอบนะ เค้าแสดงให้เห็นขั้นของคนกลัวอะ ประมาณว่าเริ่มจากไม่กลัวจนกลัวจนสติแตกจนเห็นภาพหลอน…. ดูแล้วกดดันสุดๆ ออกมายังหลอนๆ อยู่เลยเดินอยู่ในสยามนี่ได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ ต้องหันไปดูตลอดเลย เหอะๆ รวมๆ หนุกดีนะเรื่องนี้ ต้องไปดูเอง แท็ปเล่าคงไม่ค่อยได้อารมณ์ซักเท่าไหร่
 
มา edit เพิ่มหน่อย ลืมเขียนเล่าประสบการณ์ในโรงกับเรื่องนี้ไป
แบบว่าดูที่ Lido โรง 1 อะ แล้วที่นั่งมันมีทั้งหมด 8 แถวใช่ป่ะ สองแถวหลังสุด คนเต็ม แถวที่ 4 นับจากหลังก็คนเต็ม แต่แท็ปนั่งคนเดียวที่แถวที่ 3 ซะงั้น อาไรฟ่ะ แค่นี้ยังไม่พอฉากตื่นเต้นๆ ไอ่คนที่มันนั่งอยู่ข้างหลังมันคงสะดุ้ง ถีบเก้าอี้อีก ไอ่เราก็ว่าจะไม่ตื่นเต้นแล้วนะ ก็ต้องตื่นเต้นไปด้วยเลย
 
ปล. ตอนนี้เพลง space เป็น bodyslam 3 เพลงรวดเลย fever สุดๆ ชอบเพลงช้าเกือบหมดเลยอะ ยกเว้นที่ร้องกะปนัดดา
เพลงแรก เพลง อกหัก แต่เนื้อเพลงตรงข้ามกับชื่ออะไม่มีคนว่าอกหักซักแอะ ออกแนวให้กำลังใจ
เพลงที่สอง เพลงยิ่งรู้ยิ่งไม่เข้าใจ เนื้อเพลงโดนได้อีก
เพลงที่สาม เพลงแสงแรก เพลงนี้ชอบวิธีการร้องของตูนอะ ลองฟังดีๆ ถ้ามีหูฟังจะดีมาก ให้อารมณ์เหมือนคนกำลังต้องการช่วยความเหลือจริงๆ เลย
 
บ้ายบาย

2 movies in 2 days

แอบเลียนจากชื่อหัวข้อจากชื่อหนัง 2 day in Paris ที่ได้ไปดูมา จริงๆ ไม่มีอารมณ์จะอัพเท่าไหร่ขี้เกียจจังๆ แต่ไม่ได้อุตส่าห์สะสมไว้เดี๋ยว colletion จะไม่ครบ (แต่ขณะเริ่มเขียนแล้วมีอารมณ์ละ)
 
2 Day in Paris
 
เรื่องนี้ ไปดูตามคำเชียร์ตามเน็ต เป็นเรื่องเกี่ยวกับคู่รักคู่นึงซึ่งอยู่อเมริกา แล้วไปเที่ยวกันที่อิตาลี แล้วก่อนกลับเลย แวะบ้านผู้หญิงที่ปารีส 2 วัน
ส่วนตัวดูออกมาแล้วเฉยๆ แฮะ แต่ก็มีปัจจัยที่คิดว่าเป็นสาเหตุของความเฉยหลายเรื่องดังนี้
1. ภาษาอังกฤษอันไม่แข็งแรงของแท็ปเอง เพราะเป็นหนังที่พูดกันเยอะมา อ่านซับยังจะไม่ทัน แล้วยังมีปนพูดฝรั่งเศสอีก นางเอกนี่แบบ พูดฝรั่งเศสที แปลให้พระเอกฟังที คิดว่าน่าจะเป็นจุดนี้เลยทำให้ไม่อินไม่เข้าใจถึงอารมณ์ ความรู้สึก และความคิดของตัวละครมากนัก
2. แท็ปไม่ค่อยเข้าใจวัฒนธรรมเค้าเท่าไหร่ คิดว่าหลายๆ ฉาก ถ้าเป็นคนที่เก็ตคงขำอะ แล้วก็มีพวกการพูดเสียดสีระหว่างอเมริกากะฝรั่งเศสด้วย ซึ่งไม่ค่อยเก็ตอะๆ
3. ดันไปดูรอบเช้า ถึงจะ 80 บาทก็เหอะ แต่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่ค่อยตื่นเท่าไหร่ 555
 
แต่มีเว็บนึงเค้าวิจารณ์ไว้ดีมาก เลยคิดว่า คงเป็นเราเองแหละ ที่ดูไม่รู้เรื่องเอง (รูมเมทบอกว่าเพื่อนเค้าไปดูหลายรอบเลย (รูปเมทเรียนอินเตอร์อะ))
 
ก็เค้าเขียนไว้ดีแล้ว แต่จะขออนุญาตคัดลอกประโยคที่โดนๆ ออกมาให้อ่านละกัน
 
"อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นอย่างที่เขาว่ากัน การยินยอมพร้อมรับใครสักอย่างที่เป็นจริงๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย การรักในข้อดีไม่ใช่ปัญหา แต่การยอมรับในข้อบกพร่องของอีกฝ่ายนั้นต่างหาก คือสิ่งซึ่งหลายคนจนแล้วจนรอดไม่เคยทำได้สำเร็จ"
 
ตอนหนึ่งของคำบรรยาย มารียงยอมรับว่า การเลิกรานั้นเจ็บปวด กระนั้น ทุกครั้งที่เห็นเค้าลางว่าความสัมพันธ์กำลังสั่นคลอน เธอก็มักจะชิงเป็นฝ่ายบอกเลิกก่อนอยู่เสมอ
      
        “ไม่ต่างกันหรอกสำหรับฉัน…เลิกกัน รักกัน เมาหยำเป พบคนใหม่ แล้วก็อีกคน แรดไปทั่วเพื่อให้ลืมใครบางคน…คนเดียวคนนั้น “ภายหลัง 2 เดือนแห่งความว่างเปล่า เราจะเริ่มต้นค้นหารักแท้อีกครั้ง…หาไปทั่วอย่างสิ้นหวัง และหลังจาก 2 ปีที่ต้องทนเหงา เราก็จะพบรักใหม่ เราจะบอกตัวเองว่า นี่คือคนที่ใช่…จนกว่าทุกอย่างจะจบลงและผ่านไปอีกครั้ง”
 
ตอนฉากประโยคข้างบนนี้ก็ทำเอาแท็ปอึ้งไปเหมือนกัน ถึงจะดูไม่ค่อยรู้เรื่องมาทั้งเรื่องแต่การแสดงฉากนี้ อารมณ์ถึงจนบิวแท็ปตามมาทันเลยทีเดียว
 
ใครอ่านคำวิจารณ์แล้วอยากไปดูก็เชิญได้ โรงไหนเครือ APEX รู้สึกว่ากระแสจะดีเหมือนกันนะ ฉากมาอาทิตย์นึงละ รอบยังไม่ถูกลดเลย
 
มาถึงเรื่องต่อไปกัน
 
 
 
สายลับจับบ้านเล็ก
 
เรื่องนี้นี่ คงไม่ต้องพูดกันมาก คนไม่ได้ดูนี่คงนับคนได้ กระแสมาแรงจริงๆ จาก 2 ส่วนคือ
1. นางเอก (คิดว่าเป็นเพราะข้อนี้ซะมากกว่าแหละ 555)
2. ผู้กำกับเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้กำกับแฟนฉัน มีส่วนมากที่เชื่อใจว่าถ้าเป็นกลุ่มนี้ยังไงหนังคงดีแหละ ก็เลยไปดู
อาจจะมีเหตุผลอื่นๆ อีก แต่นี่คือสองเหตุผลที่ทำให้แท็ปไปดู คือ ตอนดู trailer แรกๆเนี้ย คิดว่าหนังตลกทั่วไป ยี้! แต่พอรู้ว่าเป็น GTH ก็คิดว่าคงจะมีอะไรบ้างแหละ
 
ดูออกมาแล้วก็ ok แหละ เป็นหนังที่คลายเครียดได้อย่างดี หนังไม่ได้ดีเด่อะไรมาก แต่คิดว่าทุกคนที่ดูออกมาแล้วคงคิดเหมือนกันว่ามีความสุข
 
ก็จะไม่พูดถึงเรื่องทั่วๆ ไปละกัน ขอพูดในเรื่องแหวกๆ หน่อยเรื่องนี้
 
ประเด็นแรกคือ ตอนดูหนังแล้วคิดถึงวิชา Eng Manage ที่กะลังเรียนอยู่ เรื่องเกี่ยวกะการตลาด value added อะไรเงี้ย คือ ไม่รู้มันไปโยงกันได้ไง แต่ตอนดูหนังอะ คิดว่า ผู้หญิงน่ารักกว่านี้เรื่องอื่นก็มีเยอะแยะ แต่ทำไมคนถึงฮือฮากะเรื่องนี้จัง ก็ได้คำตอบมาว่า เป็นเพราะการรู้จักนำเสนอนั่นเอง เรื่องอื่นผู้หญิงน่ารักบางทีมากกว่าหนึ่งคนด้วยซ้ำ แต่ปริมาณหาสู้คุณภาพได้ไม่ พอมีหลายคนเลยไม่ได้โฟกัสทำให้มันไม่รู้สึกว่าเด่นขึ้นมา หากแต่เรื่องนี้เค้านำคนนี้มาเป็นนางเอกแล้วก็โฆษณา และบทละครที่สามารถดึงข้อดีของพีคออกมาได้อย่างดี ถึงแม้การแสดงของเธอจะเฉยๆ แต่จุดเด่นของเธอที่ผู้กำกับดึงออกมาให้เราชมกันเนี้ย ก็ต้องปรบมือให้เค้าหละ
 
อีกประเด็นนึง คือ เรื่องคำหยาบ เหมือนเป็นของคู่กันหนังตลกบ้านเรากับคำหยาบเนี้ย เข้าใจนะว่าเป็นธรรมดาของสังคม คนดูก็ชอบ (รอบแท็ป แค่แจ็คมันพูดว่า "ไอ่เหี้ย" แค่เนี้ย ก็มีคนหัวเราะแล้วอะไม่เข้าใจ) ก็เข้าใจว่าเมื่อมี demand ก็ไม่แปลกที่เค้าจะทำออกมา คำหยาบแบบเนี้ย แท็ปก็พูด แต่ขอให้มีขอบเขตหน่อยก็ดี นะครับ เพราะหลายๆ มุขมันจงใจขายคำหยาบเลยอะ ไม่จำเป็นเลย คิดว่ากึ๋นของคนทำหนังคงมีมากกว่านี้แหละ ไหนก็จะทำหนังดีๆ แล้วก็อย่าให้มี ลอยด่างพรอยเลย
 
จบละๆ ยาวจังเลย

somethings for myself

หลังๆ มานี้ทำอะไรหลายๆ อย่าง เจอสถานการณ์หลายๆ แบบ ต่างๆ มากมาย พอจะสรุปอะไรออกมาได้บ้าง ก็ขอเขียนเก็บไว้เตือนตัวเองหน่อยละกันกลัวจะลืม
 
1. ปัญหาระหว่างบุคคล ส่วนมากเกิดจาก "การไม่พูดคุยกัน" อาจจะเป็นเพราะ ทิฐิของแต่ละคน ความรำคาญ ความเกรงใจ ความเบื่อหน่าย ความกลัว และอีกเยอะแยะมากมาย บางคนบอกว่ามันต้องใช้เวลา เวลาเป็นสิ่งที่ช่วยได้บ้าง ให้สถานะการณ์มันเพลาลง แต่สุดท้ายแล้ว วิธีการแก้ไขให้หายขาดคือ การคุยกัน ปรับความเข้าใจกัน อย่างเปิดอกเท่านั้น
 
2. สำหรับแท็ป ขั้นตอนที่ยากที่สุดในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือ "การเริ่มต้น" มีหลายๆ อย่างที่ ตอนเริ่มทำนี่ไม่อยากเล้ย แต่พอทำไปแล้วก็สนุกดี ได้อะไรเยอะแยะ จงอย่าปิดกั้นตัวเองด้วยคำว่า ขี้เกียจ เหนื่อย ไม่มีตัง ไม่มีเวลา ร้อน เบื่อ ไม่ชอบ … คำเหล่านี้ล้วนเป็นข้ออ้างทั้งนั้น พยายามทำอะไรหลายๆ อย่าง ใช้เวลาให้คุ้ม เวลาพักผ่อน เวลาสำหรับตัวเองมีอีกเยอะ เวลาสำหรับตัวเองเราสามารถหาได้ทันที(เพียงแค่ปลีกตัวออกมา) แต่เวลากับคนอื่นเป็นเวลาที่มีช่วงเวลาที่ตายตัว หากพลาดไปแล้ว ก็ไม่อาจดึงกลับมาได้อีก
 
3. อย่าตัดสินใครโดยเอาตัวเราหรือคนอื่นเป็นบรรทัดฐาน สิ่งที่แต่ละคนคิด แต่ละคนทำ มีเหตุผล ที่มา แตกต่างกันไป ทุกคนล้วนทำสิ่งนั้นๆ ด้วยเหตุผลของตัวเองทั้งนั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่เค้าทำ แต่เราต้องเข้าใจสิ่งที่เค้าทำ
 
4. เวลาทำอะไรควรบริหารพลังของตัวเองอย่างพอเหมาะ จบงานแล้วพลังเหลือ ดีกว่างานไม่จบแล้วหมดแรง นะจ๊ะ
 
5. ประโยคนี้มาจากคุณหมอ ที่มาบรรยายให้ฟัง เห็นด้วยอย่างมาก คือ คิดว่ามันต้องอย่างงี้แหละ แต่สรุปออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ แต่ได้ละทีนี้
"การปล่อยวาง คือ การปล่อยวางที่ตัวผล แต่ทำเหตุให้เต็มที่"
 
ที่คิดออกตอนนี้มีแค่นี้แหละ ถ้าคิดออกอีกจะมา edit เพิ่ม
 
ปล. มีอีกเรื่องที่อยากเตือนตัวเองอย่างหนัก พยายามอย่าเป็นเป็ดมากนัก ทำอะไรให้รู้แจ้งเห็นจริง ซักอย่างเหอะ นะขอร้อง

Door-keeper’s Algorithm

หลายๆ คนที่ไม่ได้เรียนด้านcomputerอาจจะงงกับชื่อหัวข้อ ก็จะอธิบายคร่าวๆ ละกัน คือ ทางด้านเนี้ย จะมีปัญหาและวิธีแก้ปัญหาต่างๆ มากมาย เพราะเราต้องสั่งให้คอมฯทำงานโดยต้องกำหนดวิธีแก้ปัญหาให้แกมัน เพราะมันไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ได้(แอบเหน็บมนุษย์) ก็จะมีชื่อเป็นชื่อคนคิดปัญหาหรือวิธีแก้บ้าง และก็จะมีชื่ออีกประเภทนึง เป็นชื่อของmodelที่เค้าใช้อธิยายปัญหา เช่น Travelling Salesman Problem, Banker’s Algorithm, Dinning-Philosophers Problem ประมาณนี้
 
หลังจากปูพื้นกันแล้ว ก็จะมาดู Algorithm ติ๊งต๊องๆ นี้กัน Door-keeper’s Algorithm
เรื่องมันก็มีอยู่ว่า มีเส้นทางนึงที่แท็ปต้องผ่านเป็นประจำแทบจะทุกวัน คือ ทางจากคณะไปกลับหอพัก ซึ่งจะต้องผ่านอุโมงค์ใต้ดิน ซึ่งเชื่อมต่อจุฬาฯสองฝาก ฟากนึงตรงประตูระหว่างคณะนิเทดและครุฯ ส่วนอีกฟากนึงเป็นคณะวิดยา อุโมงค์ใต้ดินนี้วันปกติจะปิดประมาณทุ่มนึง เวลาเปิดไม่รู้เพราะตื่นไม่ทันอยู่แล้ว และวันอาทิตย์ไม่เปิด
 
บางวันที่ฟ้ามืดๆ แล้ว เวลาแท็ปเดินกลับจากคณะ ก็ต้องคอยลุ้นว่ามันปิดหรือยัง(ไม่อยากเดินข้ามสะพานลอยเพราะมันสูงกว่า เหนื่อย แก่แล้ว) จนวันนึงก็ฉุกคิดขึ้นมาได้อย่างนึงว่า เอ อุโมงค์เนี้ย เค้าต้องใช้คนปิดประตูกี่คนหว่า เพราะถ้าคนปิดประตูคนเดียวเนี้ย ถ้าปิดฝั่งนึงแล้ว ระหว่างที่เดินไปปิดอีกฝั้งนึงเนี้ย ถ้ามีคนเดินสวนเข้ามาหละ เค้าก็ออกไม่ได้แล้วก็ต้องเดินย้อนอะดิ แต่ถ้ามาสองคนก็เปลืองแรงงานคนไปม้าง สำหรับการปิดประตูอุโมงค์เนี้ย ใครจะบ้าจ้างคนงานสองคนมาปิดประตูอุโมงค์กันเล่า แต่เท่าที่ตอนนั้นพอคิดได้ก็ประมาณว่าคงใช้สองคนแหละ ฝั่งนึงมีคนเฝ้าไว้ แล้วอีกคนไปปิดอีกฝั่งแล้วเดินย้อนกลับมา ก็จำไม่ได้แล้วนะว่าคิดเรื่องนี้ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่
 
แล้วคุณหละคิดว่าเค้ามาปิดกัน 1 หรือ 2 คน ยังไง
 
แต่แล้ววันนี้แท็ปก็ได้คำตอบที่รู้สึกว่าสมเหตุสมผลตอบปัญหาตัวเองได้ละ (ซึ่งก็ไม่แน่ว่าเค้าจะใช้จริงหรือเปล่า)
ความคิดมันปิ๊งขึ้นมาตอนที่แท็ปออกประตูนิติเพื่อกลับหอ โดยวันเสาร์-อาทิตย์เนี้ยประตูจะปิดเร็วกว่าปกติ (3 ทุ่มมั้ง) แท็ปเดินมาตอนเกือบสามทุ่มประตูปิดแล้ว แต่เค้ายังไม่ล๊อก ก็เลยเดินไปเปิดแล้วก็ออกมา ก็เลยปิ๊งเลย
 
วิธีการปิดประตูอุโมงค์ที่กล่าวมาก็เพียงแค่ เค้าเดินไปปิดประตูฝั่งนึงก่อน แต่ยังไม่ต้องล๊อก แล้วก็เดินลอดอุโมงค์ไปปิดประตูอีกฝั่งโดยล๊อกให้สนิท แล้วก็ค่อยกลับมาล๊อกอีกข้าง ก็เป็นอันเสร็จพิธี
 
เพราะตามปกติแล้ว ถ้าเราเห็นประตูอุโมงค์มันปิดถึงแม้จะไม่ล๊อกก็ตาม ก็คงไม่เปิดแล้วเดินเข้าไปหรอก และก็ไม่มีปัญหาสำหรับคนที่อยู่ใต้อุโมงค์ที่กำลังจะเดินออก เพราะยังไงเค้าก็คงพยายามเปิดออกไปก่อน ก่อนที่จะเดินกลับหลังถ้ามันล๊อกจริงๆ สำหรับใครที่ผิดมนุษย์เค้าปิดไว้แล้วยังเดินเข้ามาก็ช่วยไม่ได้ละ ก็เดินย้อนกลับไปละกัน 555
 
จบละๆ สำหรับการอธิบายความคิดติ๊งต๊องของแท็ปในครั้งนี้ วันหลังมีอะไรจะมานำเสนอใหม่ สำหรับผู้ที่ติดตามอ่านมาได้ถึงบรรทัดนี้ แสดงว่าคุณมีความไร้สาระอยู่ในตัวพอสมควร ขอบคุณครับ สวัสดีครับ