Monthly Archives: August 2007

Hwan Jin Yi จอมนางสะท้านแผ่นดิน(ตรงไหนเนี้ย)

 ไม่รู้จะมีใครคิดเหมือนแท็ปบ้างนะ จากชื่อเรื่องภาษาไทยและบริบทต่างๆ ที่รับรู้มา ก่อนเข้าไปดูเรื่องนี้ คือ คิดว่าเนื้อเรื่องต้องเป็นหญิงขายบริการที่มีไหวพริบ ใช้ความสามารถผลักดันตัวเองเป็นใหญ่ได้ อาจจะมีฉากประมาณ หยุดกองทัพนับหมื่น ด้วยเพียงแค่เสียงวาจาของเธอ ถ้าใครคิดจะไปดูเนื้อเรื่องอย่างงี้ ก็อย่าไปดูเรื่องนี้เลยคับ มันไม่ใช่เลย
 
แต่ด้วยจริงๆ แล้วก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับเรื่องนี้มากอยู่แล้ว ก็แค่เดินตาม ซอง เฮ เคียว เข้าโรงหนังไปแค่นั้นเองแฮ่ๆ รายละเอียดพร้อมรูปภาพก็
 
 
ก็ขอเล่าเรื่องรวมๆ สำหรับคนที่จะตัดสินใจว่าจะไปดูป่าวละกัน

ก็เป็นผู้หญิงคนนึงผู้เพรียบพร้อมในทุกๆด้านมีเหตุให้ตัดสินใจเป็นโสเภณี แล้วก็คนที่ชอบก็กลายเป็นโจรปล้นคนดีช่วยคนจน ขุนนางที่ชอบเธอก็เลยเอาความแค้นส่วนตัวมาล่าโจร

ก็ประมาณนี้แหละ

ตัวหนังมีอะไรแปลกๆ ให้ดูอย่างนึงก็คือ ชอบเล่าเรื่องให้เรางงๆ โดยการตัดภาพเร็วๆ ก็จะมาตามเฉลยทีหลัง แล้วก็ทำให้งง แล้วก็เฉลยอีก ตอนแรกกำลังจะบ่นแล้ว ว่าตัดภาพไรว้าดูไม่ทัน ไม่รู้เรื่อง แต่พอเค้าตามเฉลยก็อ่อๆ หนุกดีเหมือนกัน

มีจุดนึงของหนังที่ตอนดูแท็ปยังไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่พอออกมาแล้วกลับมาคิด ชอบๆ มากเลยอะ

คือ ความสัมพันธ์ของพระเอกกับนางเอกอะ คือ เค้าทั้งสองรักกัน แต่ไม่ต้องแสดงออกมา และไม่ได้หวังให้อีกฝ่ายแสดงออกมาด้วย ต่างคนต่างคอยดูแล ช่วยเหลือ เป็นห่วงอีกฝ่ายอย่างลับ ต่างคนต่างเข้าใจ เชื่อใจ มั่นใจเวลาอีกฝ่ายทำอะไร โดยไม่ต้องให้อธิบาย มีความรักให้กันโดยหวังให้อีกคนมีความสุข ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม แท็ปว่าแค่นี้ก็พอแล้วหละ เฮอะๆ

ก็ออกจะเลี่ยนไปหน่อยนะ แต่ก็ทนๆ หน่อยละกัน ไปละวันนี้

Advertisements

so what’s my talent?

เมื่อวานนี้ไปดูหนังมา (อีกแล้ว) เรื่อง 200 pounds beauty เป็นหนังเกาหลีอะนะ ได้ยินว่าเค้าดัดแปลงมาจากการ์ตูนญี่ปุ่น ที่อยากไปดูนะ อย่างแรกเลยนางเอกสวยมั๊กๆ ส่วนอีกเหตุผลประกอบก็คือเห็นกระทู้ในพันทิพย์บอกว่ารายได้ดีกว่า My Sassy Girl อีก โหยอย่างงี้ไม่ดูไม่ได้ละ

แนวหนังก็ทั่วๆ ไปแหละ ขำๆ ซึ้งๆ แต่ส่วนตัวแท็ปไม่ค่อยขำก๊ากเท่าไหร่อะ ยิ่งมุขฮาๆนะ ออกไปกะ trailer ซึ่งดูไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบหมดแล้วอ่า ก็เลยไม่ค่อยขำมา ใครจะมาเอาฮากะเรื่องนี้ แท็ปว่าไปดู Rush Hour 3 ดีกว่า 55 แต่เรื่องความซึ้งหรอ เอาไปเต็มสิบ บวกกับเพลงประกอบอีกเกินสิบไปเลย คือเพลงประกอบเพราะมาก กระชากอารมณ์ที่กำลังซึ้งๆ อยู่ เสริมพลังให้แก่เนื้อเรื่องอย่างมาก(ได้ยินว่านางเอกร้องเองแหนะ เก่งจิง)

เรื่องนี้คิดว่าประเด็น climax นี่ไม่ใช่ประเด็นที่คาดเดายาก เพราะงั้นก็จะ spoil ลงไปเลยละกัน เพราะถึงให้แท็ปเล่าให้ฟังทั้งเรื่องแล้วคุณก็ควรไปดูเองอีกรอบอยู่ดี คือ มันก็มีจุดที่ทำให้แท็ปสะอึกเอื้อกใหญ่อยู่ 2 ทีอะ
1. ก็ตอนที่คนที่มีคนมาคอยตามถ่าย vdo นางเอกแล้วพระเอกเห็นแล้วก็หาเรื่องเค้าอะ แอบสะอึกกับความรู้สึกของนางเอกที่แสดงมาตอนนั้น คือ แท็ปไม่ค่อยใส่ใจความรู้สึกคนในแง่นั้นเท่าไหร่ ขอโทษๆ
2. จุดที่สองนี้เป็น main ของเรื่องนี้เลยแหละ ก็คือคำพูดที่พ่อนางเอกสอนนางเอกอะ ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอก คนที่สมบูรณ์แบบมีแต่พระเจ้าเท่านั้นแหละ คนเราก็จงทำในสิ่งที่เราถนัดเถอะ

ดูหนังดูละครแล้วก็ย้อนมาดูตัว พอหันกลับมามองตัวเอง แล้วสิ่งที่เราถนัดคืออะไรหละ ไม่เห็นมีเลย ตั้งแต่เล็กมาถึงปัจจุบันจะหนักใจมาก เวลาที่ต้องเขียนใบสมัครต่างๆ แล้วเค้าให้ใส่ความสามารถพิเศษอะ คือ ไม่มีเลย ไม่เห็นมีพรสวรรค์อะไรเด่นเป็นพิเศษเลย ปากก็ไม่ค่อยดี พูดจาขวานผ่าซาก การเรียนก็พอไปได้(เทอมนี้อุตส่าห์อ่านเยอะแล้วนะ แต่ก็ตกมีนเยอะเหมือนเดิม เฮ่อ ว่าจะไม่อ่านหนังสือไปสอบแล้วเนี้ย) กีฬาก็พอเล่นได้บ้าง ดนตรีก็เล่นไม่เป็น แล้วถ้าจะบอกให้ทำในสิ่งที่ถนัด แล้วมันมีอะไรให้แท็ปทำหละเนี้ยยยย

ช่วยไม่ได้ก็คงต้องหาต่อไปละกัน หวังว่าซักวันจะเจอสิ่งที่เหมาะกับตัวเราละกัน ตอนนี้ก็ขอทำสิ่งที่ชอบไปก่อนละกัน ถึงแม้จะทำได้ไม่ค่อยดีแต่ก็มีความสุข สนุกที่ได้พยายามกะมันแหละ

 

Rush Hour (3) in my lazy day

สุดสัปดาห์นี้กลับมาบ้านที่สุรินทร์ เนื่องจากหยุดเกือบยาว (4 วัน) แล้วก็ถือโอกาสกลับมาใช้สิทธิ์ประชาชนชาวไทย ลงประชามติด้วย แต่เป็นไรไม่รู้กลับมาบ้านทีไรหมดแรงทู้กที ตอนก่อนกลับตั้งใจว่าจะกลับมาทำโน่นทำนี่ แต่พอกลับมาเป็นไงหละ วันนี้กว่าจะลุกจากที่นอนปาไปเกือบ 11 โมง ทีวันไปเรียนปกติ ตั้งนาฬิกาตื่น 7 โมง 8 โมง ดันกระแดะตื่นตั้งแต่ 6 โมงเพื่อ วันนี้จะสะสางงานที่ค้างหน่อย เป็นอันไม่ได้ทำอะไรกัน ก็ดีอย่างน้อยตอนบ่ายก็ได้โทรตามๆ น้องบ้านเรื่องไปดรีมเวิล์ด ทำอะไรเป็นสาระบ้าง แล้วตอนเย็นก็ไปดู Rush hour 3 กะที่บ้าน(พ่อเป็นแฟนตัวยงของเฉินหลง บ้านแท็ปดูกันทุกเรื่องเลย) เป็นหนังต่างชาติภาคไทยเรื่องแรกที่ดูในหลายปีเลยมั้งเนี้ย(ปกติกระแดะดูแต่ soundtrack ฟังก็ไม่ออก) ก็มาเขียนอะไรถึงมันหน่อยก่อนจะลืม
 
สำหรับซีรีส Rush Hour นี้ แท็ปรู้สึกว่าจะดูมาทุกภาคนะ แต่จำเรื่องภาคเก่าๆ ไม่ได้เลย(ตามเคยแหละ ไม่ค่อยจะจำอะไรได้) จำได้ว่าภาคหนึ่งไปดูที่โรงแหละ แล้วป๊าบอกว่าไม่หนุกเลย ไม่มันเท่ากับเฉินหลงทำหนังตัวเอง แต่ก็อย่างว่าแหละ มาทำกะ Hollywood จะตามใจฉันเหมือนหนังสร้างเองคงไม่ได้ ส่วนภาคสองเนี้ย จำได้ว่าดูแผ่นซูมอะ แล้วก็ไม่ชัด เสียงไม่ดู เลยไม่หนุก เลยรู้สึกจะดูไม่จบแหละ พอมาถึงภาคนี้สองคู่หูไปตะลุยปารีส (ได้ยินมาว่าเฉินหลงไม่อยากให้มาถ่ายเอเชียได้ยินว่าไทยด้วย ส่วนคริส ทักเกอร์ก็ไม่อยากให้ถ่ายอยู่ใน U.S. ก็เลยไปลงที่ยุโรปซะงั้น) ก็มาเข้า spoil mode เลยละกัน
 
=====================================spoil เด้อ========================================
– คือแบบว่ากะแล้ววว ว่าไอ่ประธานนั่นหนะ ต้องเป็นผู้ร้ายแน่เลย เพราะไอ่ฉากระเบิดรถอะ ไม่มีความจำเป็นต้องมีเลย ก็เลยตะหงิดตั้งแต่ต้นเรื่อง ถูกด้วยแฮะ
– ไอ่ต.ม.ฝรั่งเศสมันสวนก้นสองคนนั้นทำไมหว่า
– ชอบคนขับรถแท็กซี่จัง ฮาดี
=====================================บ่ spoil แล่ว=======================================
 
ก็เรื่องนี้เข้าไปดูด้วยความไม่ได้คาดหวังอะไร ก็ได้ความฮากลับมา บวกกับความสนุก ตื่นเต้นของฉากบู๊ท้ายเรื่องบน หอไอเฟล ชอบนะสวยดีด้วย
สรุปเนื้อเรื่องไม่มีอะไรมาแต่ความประเมินจากความสุขที่ได้รับ ผ่าน
 
ปล. ใครกลัวความสูงก็ระวังหน่อยจะหัวใจวายเอา ม่าม้ากะไอ่ออนนี่นั่งดูไปก็มือแฉะเลยสองคน กลัวจัด
ปล2. ไอ่ดำนี่มันพูดมากจริง หรือเป็นเพราะคนพากย์หว่า พูดมากจริงๆ ถือว่าโดนเลยแหละ แบบแท็ปรำคาญที่มันพูดสุดๆ ขอชมคนพากย์ละกัน(เรียกว่าชมป่าวว้า)
 

Ratatouille – the very 8th PIXAR movie

มาแล้วๆ มาถึงรีวิวตามใจฉัน ฉบับย่อ(เพราะจำรายละเอียดไม่ค่อยได้แล้ว)ของ animation เรื่องนี้กัน
 
เจ้าหนูน้อย เรมี่ ผู้ซึ่งมีพรสวรรค์ติดตัวด้วยประสาทรสสัมผัสดีเลิศ จึงทำให้เขาพยายามศึกษาการทำอาหารจากมนุษย์ จนมีฝีมือดีเยี่ยม ดวงชะตาชักนำให้เค้าได้มาพบกับ ลิงกวินี่ หนุ่มน้อยผู้ทำอาหารไม่เป็นแต่ต้องทำงานในร้านเพื่อเลี้ยงชีพ เรื่องจะเป็นไงต่อก็ต้องไปดูเองละกันนะสำหรับคนยังไม่ได้ดู
 
 
 
แต่คนที่ดูแล้วก็มีอะไรมาคุยกันหน่อย
==================ยังไม่ดูห้ามอ่านนะเฟ้ย================================================
มีจุดที่แท็ปชอบอยู่หลายจุดเหมือนกัน แต่เริ่มลืมๆ แล้วแฮะ เอาเท่าที่จำได้ละกันนะ
– กความกล้าที่จะออกนอกกรอบของ เรมี่ อะ ถ้าเปรียบเป็นสังคมมนุษย์แล้วนะ ก็เหมือนกับสมัยที่เค้าว่าโลกแบน แล้วมีคนแหกกฏขึ้นมาว่าโลกอะกลม ก็ไม่มีคนเชื่อแถมโดนประนามอีก แต่สุดท้ายทุกคนก็เห็นด้วย
– ฉากที่ลิงกวินี่ปล่อยเรมี่ออกจากขวดแล้วเรมี่วิ่งหนีอะ แบบตอนนั้นเรมี่ดูเป็นตัวน่าเกลียด หัวเราะได้น่ารังเกียจมาก แต่สุดท้ายก็มีสำนึกแล้วก็เดินกลับมา
– หนังชี้ให้เห็นจุดที่ว่าคนเราหนะ มีความถนัดในด้านที่แตกต่างกัน จากการสเก็ตของลิงกวินี่
– ตอนที่เรมี่โดนลิงกวินี่ไล่ออกมาอะ มันเดินแบบหมดหวัง 4 ขาด้วย
– หนูกะคนไม่ได้พูดภาษาเดียวกันเหมือนการ์ตูนเรื่องอื่น
– มุกตลกขำๆ มากมายในเรื่อง
– ตอนจบที่สมเหตุสมผลดี (ทีมงานทำอาหารที่ออกไปแล้วไปเลย หรือร้านต้องถูกปิดเพราะมีหนูยั้วเยี้ย)
– ตอนดูเสร็จแล้วเดินกลับเห็นหนูวิ่ง เห้ยหนังทำโคตรเหมือนเลยแฮะ
– การไม่ลืมครอบครัวของ เรมี่ ถึงแม้จะได้ดีแล้ว
– ความหลงตัวเอง(ชั่วขณะหนึ่ง)ของลิงกวินี่
– การที่ลิงกวินี่ปกป้องเรมี่ตอนท้ายเรื่อง อาจจะไม่ใช่ความกล้าในการสารภาพว่าตัวเองทำอาหารไม่เป็น โดยตัวของลิงกวินี่เอง(เพราะถ้าทำอาหารได้ก็คงไม่เกิดเรื่อง) แต่ชอบตรงจุดที่อย่างไร เรมี่ก็เป็นเพื่อน เป็นผู้มีพระคุณด้วย ถึงแม้ตัวเองต้องสูญเสียทุกอย่าง(แม้แต่แฟน)ก็ต้องช่วยเค้าไว้
 
แต่มีจุดนึงที่รู้สึกไม่เคลีย ว่าทำไมเรมี่ถึงเลือกทำ ratatouille อะ
==================จบๆ จำไม่ได้ละ=====================================================
 
 
 
ก็เรื่องนี้แนะนำสุดๆ ใครยังไม่ดูไปดูซะ คือ ได้ยินคนพูดๆ มา แล้วแท็ปก็เห็นด้วยว่า animation เรื่องเนี้ย เนื้อหาเหมาะกับผู้ใหญ่มากกว่าเด็กซะอีก แต่เด็กๆ ก็คงดูสนุกเหมือนกันแหละ พอดูจบเราก็อธิบายเชิงสอนเด็กๆ ไปด้วยก็ได้
 
แล้วใครไปดูมาแล้วก็มาเม้นท์กันหน่อยละกันว่าชอบไม่ชอบยังไง หรือ มีประเด็นไหนน่าสนใจที่แท็ปลืมไป ยังไงมาคุยกันๆ
 
thank you. bye for now.
 
 
 second edition at noon of 11/8
see first below
^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^
ดูมาตั้งแต่วันจันทร์แล้วหละ แต่ไม่มีเวลาเขียนซะที วันนี้ก็ง่วงๆ อะ คิดไรจะเขียนไม่ออกเลย เดี๋ยวไว้วันหลังจะมาเขียนละกัน (จริงๆ เริ่มเขียนไปแล้วหละ แต่นึกอะไรเขียนไม่ออกเลย เลยลบทิ้งดีกว่า)

Late at night

โดนไอ่อ้นโทรยิงมา นอนต่อไม่หลับเลย โทรไปหามันให้รับผิดชอบก็ดันติตเล่นไพ่อยู่(มันบอกว่าไม่รู้จะส่งSMSมาเบอร์ไหน) ไม่เป็นไรๆ ก็เลยลุกขึ้นมาทำการบ้าน Prog Lang (Haskell ของ อ.วิษณุต่อ) ส่งพรุ่งนี้แล้ว แล้วก็เป็นปกติ เปิดคอมฯก็ต้องเล่นเน็ต ก็ไปสะดุดกับเพลงๆ นึง ไม่รู้เป็นเพราะฟังตอนกลางคืนหรือเปล่า บรรยากาศรอบข้างมันเงียบๆ มั้ง เลยได้ยิน detail ต่างๆ อย่างชัดเจน แซ็คฯบาดใจ กีต้าเหงาๆ กับเสียงคนร้องที่นิ่มแต่ทรงพลัง รู้สึกว่าเพราะมากๆ
 
บนspaceแท็ปไม่เคยพูดถึงเพลงเลย แต่คราวนี้ขอละกัน ปกติก็จะให้ฟังเพลงที่แท็ปชอบโดยแอบแทรกเข้าไป โดยการเปลี่ยนเพลงทุกครั้งที่อัพเนื้อหายาวๆ จะได้อ่านไปฟังเพลงไป แต่คราวนี้ไม่มีเนื้อหาอะไร แต่อยากให้ตั้งใจฟังเพลงนี้กัน เพราะว่ามันเพราะจริงๆ นะ
 
พีท – ความรักที่เป็นไปไม่ได้
 
ไปทำการบ้านต่อดีกว่า
 
ปล. ชอบไม่ชอบบอกกันด้วยนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาลองฟังใหม่เหมือนกันว่ายังเพราะอยู่หรือเปล่า หรือเป็นเพราะฟังตอนกลางคืนจริงๆ 55
ปล2. ถ้าฟังไม่ได้ก็บอกละกัน เดี๋ยวจะลดขนาดไฟล์ลงอีก เพราะนี่ใส่ความละเอียดไปเต็มๆ เลย 128 kbps

ผู้ใหญ่คืออะไร

ก็ไปดูหนังมาอีกเรื่องแล้วหละ เรื่อง Little Children หลายๆ คนอาจจะงง ไม่เห็นเคยได้ยินว่ามีเรื่องนี้เข้ามาฉาย ก็เป็นเรื่องราวที่สะท้อนสังคมอเมริกันในมุมหนึ่งอะ เนื้อหาออกจะหนักๆ หน่อย ฉากวาบหวิวก็มีจะๆ มากๆ แต่ข้อคิดที่ได้จากมันก็ไม่แพ้กัน
 
หนังเรื่องนี้สื่อความเป็นเด็กออกมาจากตัวละครหลักผู้ใหญ่ ได้อย่างดีเยี่ยมจนทำให้เราต้องฉุกคิดหลังจากดูออกมากว่า อะไรคือความเป็นผู้ใหญ่? อะไรคือเด็ก? ความเป็นผู้ใหญ่วัดจากอะไรหรอ?
จนกระทั่งมาพบสอง blog นี้ ทั้งคู่เกิดคำถามเดียวกับแท็ปเลย (ก็เลยคิดว่าคนดูหนังเรื่องนี้ออกมาต้องเป็นเหมือนกันหมดแน่เลย)
 
แล้วก็
 
ด้วยเนื้อหาที่รู้สึกว่ามันเกินตัวแท็ปไปหน่อย จึงคิดว่าไม่สามารถวิเคราะห์ความผิดชอบอะไรของตัวละครเรื่องนี้ได้ เลยไม่ขอพูดถึงละกัน ลองอ่านในสอง blog นั้นดู ละกันเค้าก็เขียนไว้ดีเลยทีเดียว
 
แต่สิ่งที่อยากจะบอกก็คัดออกมาจาก blog แรกนั้นแหละ (เผื่อขี้เกียจเข้าไปอ่านกัน) อยากให้ลองสำรวจตัวเองกันดูเล่นๆ ว่า
 
"หนังเรื่องนี้กำลังบอกว่า เราปล่อยให้ความเป็นเด็กออกมาวิ่งเล่นมากเกินไปหรือเปล่า ความเป็นเด็กสำหรับเรื่องนี้ ไม่ได้หมายถึงแง่มุมที่สวยงาม แต่หมายถึงการไร้ซึ่งความยับยั้งชั่งใจ การสนุกเพียงชั่วครู่ชั่วยาม การไม่มองถึงสิ่งที่จะตามมาในอนาคต ทุกคนย่อมมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวเอง ไม่ใช่แค่ความฝันและจินตนาการ แต่รวมถึงความเหลวไหลไร้สาระในชีวิต การไม่รับผิดชอบกับภาระหน้าที่ตัวเอง การแสดงอารมณ์และความรู้สึกออกมาโดยขาดการควบคุมในการแสดงออกอย่างที่ผู้ใหญ่ควรจะเป็น"
 
จบๆ ละกัน สำหรับเรื่องนี้ มีโอกาสก็ไปดูกันละกัน (แต่ก็อย่าพาเด็กไปละกัน)
 
=====================================================================================
 
มาถึงอีกเรื่องนึง เนื่องจากหนังเรื่องนี้เดินไปดูถึง SF World ระหว่างทาง ก็ตามปกติของเท้าเดิน-สมองก็คิดอะไรไปเรื่อย จนอยู่ดีๆ ก็ได้ topic แผลงๆ มาอันนึงว่า
 
"บางครั้งก็มีความรู้สึกอยากให้ตัวเองมีโรคร้ายที่ทำให้มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานเหมือนกันแฮะ" แบบที่รู้ว่าตัวเองอยู่ได้อีกเดือน สองเดือนไรเงี้ยแบบที่หนังเกาหลีชอบเอามาเรียกน้ำตาผู้ชมอะ
 
เหตุผลก็คือ จะได้มีข้ออ้างในการทำอะไรที่ใจอยากทำแบบสุดขั้วจริงๆ ส่วนตัวแท็ปแยกได้เป็น 2 ข้อ
1. เรื่องที่ไม่มีโอกาสทำ สามารถอ้างได้ว่าขอทำละกัน เป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิตผมละ (สำหรับบางเรื่องที่ถ้าเราเป็นปกติเค้าจะไม่ให้ทำ)
2. บางเรื่องที่ทำแล้วอาจจะมีผลลัพธ์บางอย่างตามมา เลยไม่กล้าทำ (ประมาณว่าไม่อยากรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นอะ)
 
เฮอะๆ ก็คิดเล่นๆ แหละ อย่าไปเอาจริงเอาจังกลับมันมาก เออ พิมพ์ไปพิมพ์มาก็คิดได้ สิ่งที่อยากทำพวกนี้มันเป็น Little Children ที่ตัวเรากั๊กไว้ด้วยคำว่า"ผู้ใหญ่"หรือเปล่าน้อ