Monthly Archives: July 2007

TAP kung the Adventure

ยังๆๆ ไม่พอ ถึงแม้ว่าเราจะ up ไป 2 topic แล้วก็ตาม แต่มันยังไม่หมดหนะสิ เพราะงั้นก็ทนอ่านเรื่องต่อไปหน่อยละกัน
 
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าขณะที่เขียนเนี้ย อยู่ที่บ้านแล้วแหละ(จ.สุรินทร์นะ สำหรับคนที่ไม่รู้) ซึ่งเหตุการณ์ที่จะเล่าต่อไปนี้ ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำบุตรหลานของท่านอย่างใกล้ชิด(เวอร์ไปละ) และห้ามอ่านเกินวันละ 2 ครั้ง โปรดสังเกตคำเตือนก่อนอ่าน(เห้ยยยยยย พอเหอะนะ ขอร้อง)
 
เออ คิดซะว่าไม่ได้อ่านย่อหน้าข้างบนละกันนะ เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเล้ยยย เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า ไม่ได้กลับบ้านนาน ก็เลยกลับหน่อยละกัน ซึ่งแผนการเดินทางอยู่ที่ขึ้นรถทัวร์ไปโคราชที่หมอชิต 2 แล้วก็ไปลง the Mall โคราช แล้วก็นั่งรถไฟหวานเย็น ตอน 16.50 กลับมาสุรินทร์จะถึงราว 2 ทุ่ม แต่เมื่อเราท้ายทายกับมัน(เวลา)ก็จะได้ประสบการณ์มันๆ เช่นนี้แล เรามาไล่ดูเวลากันเพื่อให้เห็นแบบ shot by shot เลยดีกว่า
 
11.25 ออกจากห้องสอบ คุยกะเพื่อนนิดหน่อย
เกือบๆเที่ยง กลับถึงหอ เพราะแวะไปคืนหนังสือ prog lang ที่ห้องสมุด แล้วก็ไปกดตังเตรียมไว้เพื่อการเดินทาง 1000 บาท
13.00 เพิ่งได้ออกจากหอ เพราะมัวแต่ จัดของ ซักผ้า <<<<<และความล่าช้านี้คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง
13.10 กินข้าวเสร็จอย่างรวดเร็ว จากร้านข้าวหมูกรอบในตำนาน(ตามแท็ปเรียก) ข้าวหมูกรอบลึกสุดใจ(เรียกตามพี่ปิ๊ก) ข้าวหมูกรอบ API* (ตามไอ่เหม็นเรียก) แล้วตรงดิ่งไปขึ้นใต้ดิน
ไม่ได้ดูนาฬิกา ลงใต้ดินแล้วไปขึ้นกำแพงเพชร แล้วก็ต่อมอไซด์รับจ้างไปที่หมอชิตเลยเพ่
14.00 รถออกจากหมอชิต(มีฝนตอนออกนิดหน่อย)
 
==คั่นเวลาแปป มาวิเคราะห์กันก่อน จะขึ้นรถไฟ 16.50 ใช่มั้ย ไม่ถึง 3 ชม. ไปโคราช รถส่วนตัว รถไม่ติด ฝนไม่ตก ยังอาจจะไม่ทันเลยเพ่ เอาเข้าแล้วสิ==
 
ระหว่างอยู่บนรถ ตอนแรกก็อ่านหนังสือแหละ แต่ไปๆ ไม่ไหวเวียนหัวก็เลยนอนซะเลย ได้ประมาณ ชม.ครึ่งก็ตื่น ระหว่างนั้นคิดในใจ ไม่ทันแน่นอน แต่ป๊าโทรมาบอกว่ารถเค้าบอกว่าจะเลทถึง 17.20 ก็เลย มีลุ้นๆ
 
16.50 ยังไม่ถึงเลยคับ เข้าโคราชฝนตกด้วยหนักโคตรๆ ประมาณพายุแน่นอน
>>จะเริ่มต้นความมันแล้วนะ<<
น่าจะ 17.00 โดดลงจากรถทัวร์น้ำท่วม "ตู้ม" วิ่งมาที่รถตุ๊กๆ มีแต่รถ เอาแล้วสิ คนขับอยู่ไหนเนี้ย หันไปหันมาหน่อย อ่อเค้าไปหลบฝนอยู่ใต้สะพานลอย "พี่ๆ รถตุ๊กๆ ป่ะคับ ไปสถานีรถไฟหัวรถไฟคับ" พี่เค้าก็ยังเอ้าไป ออกมาจาก the Mall แน่นอนฝนตกก็ต้อง…. รถติด เหอะๆเป็นไฟแดงที่ควบคุมโดย ตำรวจจราจรซึ่งพี่คับ เมื่อไหร่จะเขียวทางผมเนี้ย นานมากๆ ตอนนั้นก็เริ่มหนาวๆ ละ ฝนยังตกอย่างแรงอยู่ รถตุ๊กเข้าซอย แน่นอนฝนตกก็ต้อง… น้ำท่วมคับ เห้ยรถเค้าจะดับมั้ยเนี้ย แต่ก็รอดมาได้จนถึงสถานี ถามพี่เค้าว่าเท่าไหร่ 50 คับ ควักตังแบงค์ร้อยให้เค้าแล้วบอกพี่ด่วนๆ ด้วย รับตังทอนมาวิ่งเข้าสถานี รองเท้าหลุดซะงั้น วิ่งกลับไปใส่ วิ่งเข้าไปสถานีใหม่ด้วยความระมัดระวังยิ่งขึ้น(ฮา) ระหว่างนี้ไม่ได้ดูนาฬิกาเลยเพราะควักมือถือออกมาไม่ได้เดี๋ยวเปียก เข้าไปถามที่ช่องขายตั๋ว "พี่คับ 233 ไปสุรินทร์ไปยังคับ" พี่น้องคับขอคุณการรถไฟแห่งประเทศไทย เราว่าเราเลทแล้ว พี่แกเลทกว่ารอดไป ก็พอดีซื้อตั๋วแล้วแวะเข้าห้องน้ำกลับมาก็วิ่งขึ้นรถพอดี เดินหาที่นั่งตามสไตล์รถไฟหวานเย็น พอหาที่นั่งได้ เริ่มรู้สึกตัวเอง หอบเลยแฮะ
ราวๆ 17.50 นั่งอยู่บนรถไฟด้วยความสบายใจ ควัก the iCon สตีฟ จอบส์มาอ่านต่อ
 
ต่อไปนี้จะเริ่มหมดความตื่นเต้นแล้วขอข้ามๆ ไปละกัน
 
ราวๆ 20.50 น้องมายด์โทรมา "เฮียแท็ปถึงหรือยัง" "ยัง" "อยู่ไหนแล้ว" "ไม่รู้มันมืด" "!?! เอ่องั้นเดี๋ยวไปรอละกัน" และแล้วทันทีที่วางหู รถก็เข้าชานชลาสถานีปลายทางจังหวัดสุรินทร์(ซะงั้น) พร้อมกับ the iCon ที่เหลือประมาณ 10 หน้า อ่านไปทั้งหมดก็ 300-400 หน้ามั้ง
 
21.00 กลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัย จบ
 
 
 
ขอขอบคุณทุกท่านสำหรับความสนใจในการฟังข้าพเจ้าบ่นในครั้งนี้ สนุก น่าเบื่อหรืองง หรืออย่างไรก็บอกกันบ้างละกัน เพราะเวลาเขียนแท็ปจะรู้สึกสนุกกับสิ่งที่ได้พิมพ์ลงไปตลอดเลย แต่ก็ได้ยินมาว่าผู้อ่านไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น ก็เลยอยากรู้ๆ ว่าเป็นไงบ้าง นะนะ comment กันหน่อย see u
 
 
ปล1. เหนื่อยแฮะ วันนี้พอแค่นี้ละกัน
ปล2. วันนี้ยึดหน้ากระดาษ CP32 Planet ไปหมดแน่เลย
ปล3. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ใช่เรื่องจริง(เห้ย ไม่ใช่ละ เป็นเรื่องจริง) แต่ไม่ได้ใส่รายละเอียดการโทรหาของป๊ามากนัก ทั้งๆที่ป๊าโทรถามตลอดว่าถึงไหนแล้ว เป็นยังไง ไอ่เราก็ตอบไม่ได้ เพราะหลับๆ ตื่นๆ แอบเมารถด้วยนิดหน่อย แต่ป๊าก็แนะนำจนกลับมาถึงบ้านได้
*ปล4. API มิใช่ Application programming interface แต่อย่างใด

Advertisements

3 Nations 3 types by 1 man

กลับมาทำหน้าที่อีกแล้วๆ ถึงแม้จะอยู่ในฤดูการสอบก็ไม่วาย น่าตีจริงๆ เอาเหอะๆ ช่างมัน มันไม่ใช่ประเด็นของtopicนี้(เปลี่ยนเรื่องซะงั้น) ก็นั่นแหละ ไปดูมาสามเรื่อง สามรส สามแนว ต่อไปนี้
 
เรื่องแรก ก็ Paris, Je t’amie
(ปารีส เฌอ แตม)
 
ไปดูวันแรกเลยเหอะ 17.30 กะไอ่กันต์ มันอยากรีบๆ ดู จะได้ไปอ่านหนังสือสอบ ก็เลยเอาก็เอา(ไม่งั้นจะไปดูรอบเช้าวันเสาร์ 80 บาท ^^)
 
ปกติแล้วเวลาเราไปดูหนัง มันก็จะมีช่วงพีคบ้าง ช่วงพักบ้างตามเรื่องตามราวใช่ป่ะ แต่เรื่องนี้ใครยังไม่รู้ ก็บอกว่าไว้ก่อนว่าเป็นหนังสั้นขนาดตอนละประมาณ 5 นาที(เค้าว่าอย่างงั้น) 18 เรื่อง 20 ผู้กำกับ นักแสดงอีกนับไม่ถ้วน ต่างคนต่างอิสระในการที่จะให้ part ที่ตัวเองรับผิดชอบเป็นไปอย่างที่ต้องการได้อย่างเต็มที่โดยมีโจทย์ร่วมคือ Paris และ ความรัก ทำให้หนังเรื่องนี้ เราไม่มีเวลาที่จะพักเลย ต้อง active และมีสมาธิกับมันมาก เพราะมาเร็วไปเร็วมาก อารมณ์ประมาณ MV อะ แต่หลายๆ เรื่องก็รู้สึกว่าเวลาเพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้วกับคุณค่าที่ได้รับ ไม่เขียนถึงแต่ละตอนละกันนะ ไม่ไหวเยอะเกิน ใครอยากอ่านก็ตามลิงค์ข้างล่างไปละกัน (เป็นคนวิจารณ์หนังที่แท็ปชอบและเชื่อถือคนนึง)
 
 
ถึงแม้ว่าบางตอนจะออกมาแบบว่าจบแล้วหรอ หรือบางตอนจะออกมาแบบ what is a point? แต่ก็มีหลายๆ ตอนที่ชอบมากๆ เหมือนกัน ชอบสุดก็คงเป็นตอนคนตาบอดอะนะ อยากให้ไปดูกันนะ แล้วมาคุยกันๆ ยังอยากไปดูอีกรอบเลย รู้สึกว่าเก็บมาไม่หมด ชอบๆ ไปดูมากันเหอะ นะๆ
 
 
 
 
เรื่องที่สอง Harry Potter and the Order of the Phoenix
 
เรื่องนี้ไปดูวันต่อมาเลย กะ 4 สาวแหนะ ลูกสาว บอม เพื่อน และเบสท์
 
ตอนแรกเรื่องนี้ไม่ค่อยอยากดูเท่าไหร่ เพราะมีความรู้สึกว่าต้องไปดู (งงป่ะเนี้ย ก็ไม่อยากไปดูเพราะว่าต้องไปดูอะ เออ ยิ่งอธิบายยิ่งงง ช่างมันเหอะ) แต่สุดท้ายก็ไปดูจนได้ เข้าไปในโรงแบบไม่คาดหวังอะไร เพราะหนังสือยาวเฟื้อยเหลือหนังสองชม.กว่าคงคาดหวังอะไรไม่ได้หรอก (จริงๆ หนังเค้าproductionก็สุดยอดนะ แต่ก็คิดว่ามันเป็นงี้อยู่แล้ว ก็เลยไม่รู้สึกอะไรอีกนั่นแหละ โอ้ยมึนๆ ป่ะเนี้ย เขียนงงๆ นะ)
 
เรื่องนี้ก็ไม่เล่ารายละเอียดอีกละกัน เพราะก็คงอ่านหนังสือกันทั่วบ้านทั่วเมือง ถึงไม่อ่านหนังสือ ก็คงโดนเพื่อนลากไปดูบ้างหละ(อย่าบอกใครนะว่าเป็นข้ออ้างหาเรื่องอู้)
 
ดูจบมาแล้ว ก็เออดีแหะ ok เลยแหละ คงเป็นเพราะไม่ได้คาดหวังอะไร ก็เลย เอ่อผ่าน แต่ก็แอบตะหงิดๆ ใจอยู่ว่าคนไม่เคยอ่านหนังสือจะรู้เรื่องมั้ยเนี้ย คือ แต่ละฉากนี่ไม่อธิบายกันเลย (แต่ถามม่าม้าละวันนี้ ม้าบอกว่าคนที่เค้าไม่ได้อ่านเค้าก็จะรู้สึกไง สรุปว่าเออผ่าน) okแหละ กะเรื่องนี้
 
ปล. ชอบ ลูน่า เลิฟกู๊ดอะ
ปล2. ชอบ family tree ตระกูล Black มากเลย ขำดี เลื้อยซะ
 
 
 
 
 
เรื่องสุดท้ายละ (เหนื่อยวุ้ย) Renaissance
 
 
หลายๆคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมัน ก็เป็น animation ขาวดำ (ทั้งเรื่อง) ซึ่งดูภาพจาก trailer แล้วสวยมากๆ ผลิตโดย Miramax ของทาง U.K. เค้าอะ(คิดไม่ออกเลยแฮะว่าเคยดู animation mไม่ใช่ทาง U.S. เรื่องอื่นทางจอเงินหรือเปล่า) ฉายในงาน Bangkok film festival 2007 ที่ SF World – Central World อะนะ มีสองรอบเอง ก็เลยไปดูทั้งๆที่อยู่ระหว่างช่วงสอบเลย วันรุ่งขึ้นสอบ OS เลยคิดว่าน่าจะพอไหว
 
เรื่องนี้ก็มีข้ออ้างในการที่จะไม่เล่าเรื่องอยู่ว่า "ดูไม่รู้เรื่องคับ" ม่ายมี sub ซัด ENG อย่างเดียว บางฉากมี French ด้วยคับพี่น้อง ขนาด keyword ของเรื่องอะ เป็นคำๆ นึง ได้ยินว่า อิม-โม-แทล-ลิ-ตี้ ฟังออกนะ แต่ไม่รู้ว่าแปลว่าได้ ตอนจบแล้วก็เลยหันไปถามรุจกะเหม็นว่า มันแปลว่าอะไรว๊ะก็เลยถึงบางอ้อ อะ ไหนๆ ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะมีโอกาสได้ดูเรื่องนี้กันป่าว ก็ ไหนๆ ก็ไหนๆ ละก็จะเล่าเท่าที่จับเนื้อความได้ละกัน
 
 
 
Alert spoiling >>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>> 
เรื่องก็ประมาณว่ามีหมอหญิงคนหนึ่งที่เก่งมากๆ ถูกลักพาตัวไป พระเอกซึ่งเป็นตำรวจ(หรือหน่วยปราบปราม หน่วยพิเศษ ประมาณนี้แหละ) ก็รับคดีมาแล้วก็สืบๆ ไป ก็พบว่าเรื่องเนี้ยเกี่ยวข้องกับบริษัททางด้านความงาม ซึ่งทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศเข้า
 
โดยบริษัทเนี้ย อยากได้ตัวผู้หญิงคนนี้เพราะเธอมีความรู้เรื่องการวิจัยเกี่ยวกับความเป็นอมตะอะ แต่ที่ผู้หญิงคนนี้หายไป ไม่ได้ถูกบริษัทนี้ลักพาตัวไป?? แต่กลับเป็นหมอที่เป็นคนเคยทดลองเรื่องนี้แล้วเกินอันตรายมีเด็กที่เข้ารับการทดลองตาย ทำให้เค้าไม่อยากให้ผู้หญิงคนนี้ไปทำการทดลองนี้
 
ตอนท้ายเรื่องมีจุดหักมุมเท่มาก พระเอกซึ่งสัญญากับพี่ของคนถูกลักพาตัว(สืบไปสืบมาชอบกันซะงั้น) ว่าจะกลับมาพร้อมกับน้องสาวของเธอด้วย แต่แล้วเรื่องมันก็มาหักมุมตรงที่เขาต้องจำใจยิงหมอผู้ถูกลักพาตัวไปนั้นทิ้ง เพราะเธอเลือกที่จะไปทำการทดลองอันตรายนั้น แต่เค้าก็กลับไปบอกกับพี่สาวของเธอว่าน้องสาวเธอจงใจหายตัวไปเพื่อจะได้ไม่ถูกตามล่า (ตอแหลสิ้นดี) ขอให้เธอจงภูมิใจกับสิ่งที่น้องเธอทำเถอะ (ซะงั้น) ถึงแม้มันจะแปลกๆ แต่แท็ปรู้สึกว่าชอบแฮะ หนังไทยคงไม่ทำให้พระเอกเป็นไอ่ขี้โกหกอย่างงี้แน่นอน
<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<spoiled
 
 
 
ถึงแม้จะดูไม่รู้เรื่อง 100% แต่แค่ภาพ ภาพเท่านั้นก็คุ้มค่าแล้ว สวยมากกกกกก คิดอยู่กะไอ่เหม็นว่า ทำไมมันไม่ทำสีฟ่ะ คือ เค้าสามารถใช้สองสี แต่ทำให้เราเห็นมิติ แสงเงาชัดเจนมาก(ถึงแม้บางทีจะแยกตัวละครไม่ค่อยออกบ้างก็ตาม) แต่กับฉากเมือง Paris ในอีก 50 ปีข้างหน้านั้นหนะ บอกได้คำเดียวว่า สุดยอดดดดดดดดดดด
 
 
 
 
กินเวลาไม่ใช่เล่นแฮะ ก็เล่นดองไว้นานนี่หน่า เอาละๆ สำหรับโปรแกรมหน้า คิดว่าน่าจะเป็น Ratatouille หละ แล้วก็มีคน บอกว่า Hula girls ดีมาก ถ้ามีโอกาสก็จะไปดูละกัน บ้ายบายคับ สำหรับ topicนี้
 
 

The Hair Style Revolution Series Project++


ในที่สุดก็เข้ามาอัพได้ซักกะที หลังจากโง่ซะนานคิดว่า Microsoft กะลังทำอะไรของมันอยู่ก็เลยปล่อยมัน แต่มันชักนานเกินๆ ก็เลยรู้สึกว่าต้องหาวิธีแก้ละ และก็ไม่ใช่ใครอื่น พระอาจารย์gooก็ได้แผลงฤทธิ์เดชอีกครั้ง ไม่ถึงนาทีก็แก้เสร็จซะงั้น โง่ได้อีกตู
 
เข้าเรื่องๆ ที่ทิ้งไว้นานดีกว่า (จะพยายามเขียนให้ไม่ยาวนะ เมื่อย-*-) ก็การบรรยายก็อาจจะขัดกับชื่อหัวข้อไปหน่อยละกัน คงเป็นการบรรยายรูปธรรมดา ไม่เกี่ยวกะทรงผมซักเท่าไหร่ (เพราะมันก็เหมือนๆ เดิมแหละ)
 
รูปแรก the mall งามวงศ์วาน พ.ค. 48
ก็ถ่ายรูปไปลงทะเบียนนิสิตอะแหละ คือพี่คับแต่งซะเวอร์
 
รูปสอง (ลานเกียร์ 5) ต.ค. 48
ก็ค่ายลานเกียร์แหละครั้งที่ 5 บ้านขาใหม่ เออ ก็จำไม่ค่อยได้แล้วแฮะ น่าจะน้องนั่งฟังหรือทำกิจกรรมอะไรอยู่ข้างหน้านี่แหละ แล้วเราก็มานั่งอยู่ข้างหลัง ตากล้องน่าจะเป็นไอ่เท้ง(หรืออิดหว่า)มั้ง
 
รูปสาม Hongkong Disney Land มี.ค. 49
ข้ามมาไกลเลย ช่วงนั้นไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมเลยไม่ได้ถ่ายรูป ก็ตามรูปแหละถ่ายกับ Buzz light year
 
รูปสี่ สนามจุ๊บฯ พ.ค. 49
ไปป่วง CU First Date ครั้งแรก (ปีที่ addmission ทำพิษอะแหละ) จุ๊ๆ อย่าบอกใครนะว่าเต้นๆอยู่กางเกงเกือบหลุดด้วยเขินอาย
 
รูปห้า MK at 7th floor of MBK เม.ษ. 49
ก็หลังจากทำบ้านรับน้องเสร็จ ข้างก็พี่อิ๋งๆ จบไปแล้วๆ เพิ่งไปถ่ายรูปด้วยมา
 
รูปหก ร้าน Jonny ก.ค. 06
ด้วยกล้องมือถือไอ่เหม็น Nokia ซักรุ่นนึง
 
รูปเจ็ด หอศิลป์ฯ ก.ย. 49

 ไปเที่ยววิชา Humanฯ อะ กะไอ่รุจ แล้วก็น้องสองคนตอนนี้ไม่เคยเจอละ ได้ B+ แหละร้องไห้
 
รูปแปด ค่ายสานฝันฯ 10 ที่อ.ปราสาท ต.ค. 49
ล้างblock screen กางเกงเลย์อยู่กะแอนนี่ เพิ่งสังเกตว่าไม่ค่อยเห็นผมเลยแฮะรูปนี้ เอามาลงเพื่อ?
 
รูปเก้า ค่ายสานฝันฯ 10 ที่อ.ปราสาท (อีกแล้ว) ต.ค. 49
ถ่ายตอนวันถ่ายรูปรวม หล่อก็ไม่หล่อ เก๊กชิบเปี้ยง จำไม่ได้แล้วแฮะว่าใครถ่าย(น่าจะแอนแหละ)
 
รูปสิบ ลำปาง ต.ค. 49
ก็ไป surway ค่ายแสงเทียนแหละ กะพี่โก พี่นิว อิงเสียง แล้วก็ตากล้องเป็นพี่บิว (มันก็ไม่เห็นผมอีกแล้วนะ)
 
รูปสิบเอ็ด เชียงใหม่ ธ.ค. 49
ไป royal flora ตามสมัยนิยม เบื่อโคตรๆ ไม่เห็นจะมีอะไรเลย (ก็ตามภาษาคนไม่ชอบต้นไม้อะนะ) ถ่ายโดยน้องมายด์ (รูปจริงๆ ใหญ่กว่านี้แต่ตัดมาเท่านี้เพราะไม่เหมาะแก่การเผยแพร่เท่าไหร่ ไอ่มายด์มันถ่ายติ๊งต๊อง)
 
รูปสิบสอง เชียงใหม่ (แต่ไม่ใช่ที่เดิม) ธ.ค. 49
ที่น้ำพุร้อนซักที่แถวนั้นแหละ อ่า รูปนี้เน้นทรงผมจริงๆ จังๆ เสียที เห้อ
 
รูปสิบสาม แสงเทียน 14 ลำปาง มี.ค. 50
กะลังหั่นหอมใหญ่อยู่ ในรูปก็มี เจน แอน ฟังเสียง ส่วนใครถ่ายก็ไม่รู้แฮะ (ได้หั่นหอมครั้งแรกก็ในค่ายนี่แหละ มันร้องไห้จริงๆ ด้วยแหละ)
 
รูปสิบสี่ ใต้หอจำปี เม.ษ. 50
แอนนีถ่ายมั้ง น่าจะกะลังนั่งเตรียมงานบ้านรับน้องอยู่แหละ (ว่าแต่รู้สึกว่าเสื้อบอลตัวนั้นจะหายไปแฮะ)
 
รูปสิบห้า หัวหิน เม.ย. 50
เป็นรูปที่เพื่อ?? อีกรูปนึง ใส่หมวกอยู่ไม่ใช่หรอคับพี่น้อง แล้วจะเห็นมั้ยหละผมหนะผม ก็ถ่ายกับไอ่จิ๋วน้องรหัสภาค ไปจ่ายตังที่สัมนาบ้านรับน้องกัน ถ่ายตอนนั่งกินอาหารทะเลกัน ถ้าจำไม่ผิด ไอ่หน่องเป็นคนถ่ายนะ(ถ้าผิดพลาดบอกกันด้วย)
 
รูปสิบหก ลานเกียร์ ก.ค. 50
ไอ่มิ้งเห่อมือถือใหม่ ก็จัดการถ่ายรูปซะ Nokia ซักรุ่นแหละ 9000 กว่า ดูรูปในมือถือมันตอนแรก it’s not me
 
รูปสิบเจ็ด ห้องนอน ก.ค. 50
สุดท้ายละ ตัดมารูปสึกว่าหน้าตัวเองเด็กลง(ซะงั้น) ถ่ายด้วย O2 ของไอ่อาร์ม ด้วยตัวเอง ถ่ายอยู่หลายรอบมากว่าจะได้องค์ประกอบภาพพอดี (เห็นผู้หญิงเค้าชอบหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายตัวเองอ่า เค้ากะพอดีได้ไงเนี้ย)
 
จบแล้วๆ เหนื่อยๆ แต่สู้ต่อไป ไปเจอกับอีก topic นึงเดี๋ยวนี้เลย
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 
ด้วยอารมณ์อะไรพาไปก็ไม่รู้ ทำให้คิด project นี้ขึ้นมา ใช้เวลาที่ควรจะอ่านหนังสือเตรียมสอบมิดเทอมในการทำ(ซะงั้น) เดี๋ยวจะมาคุยกันเกี่ยวกับรายละเอียดของแต่ละภาพ แต่ตอนนี้เพิ่งรู้ตัวว่าต้องไปอ่านหนังสือละ เดี๋ยวว่างๆ จะมาเขียนอธิบายให้ (จองที่ไว้ก่อนนะ)
 
ปล. แต้งกิ้วมิ้งสำหรับรูป(โทรไปตามให้ออนเอ็มส่งมาเลยนะเนี้ย คิดว่าตอนนั้นคงเนิร์ดอยู่)
 
เดี๋ยวเจอกัน

ความสุขแบบเด็กๆ

รู้ตัวอีกทีก็จะสอบมิดเทอมปี 3 เทอม 1 แล้ว พึ่งใช้เวลาอย่างคุ้มค่านะทุกๆคน
 
วันนี้ก็มีเรื่องอยากจะมาคุยด้วยหน่อยเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าเออเราแก่แล้วนี่หว่า
 
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าพอเราขึ้นมาปี 3 มาเนี้ย ก็จะมีรุ่นน้องถึง 2 ชั้นปีแล้วใช่ป่ะ คิดง่ายๆว่ามากกว่า 50% ของนิสิตป.ตรี จุฬาฯ มีอายุน้อยกว่าเรา(แก่ที่สุด) ด้วยความที่เป็นคนทำกิจกรรมบ้างก็ทำให้รู้จักรุ่นน้องพอสมควร บวกกับปีนี้เป็นพ่อบ้านรับน้องด้วย ตั้งแต่เปิดเทอมมานี่คือรับไหว้,รับการทัก จากรุ่นน้องนิรนามs(ขอโทษนะที่จำไม่ได้) เยอะมาก "พี่ สวัสดีคับ" "สวัสดีค่ะพี่แท็ป" ทุกครั้งที่รับก็จะรู้สึกละอายว่าจำเค้าไม่ได้อะว่าน้องรู้จักเราได้ไง (คิดว่าคงเป็นน้องบ้านหละมั้ง)
แล้วพอเราอยู่ในสภาพแบบเนี้ย  ก็รู้สึกว่าเวลาไปไหน เวลาทำอะไร ตัวเองจะทำอะไรแบบแบกความรับผิดชอบไปโดยไม่รู้ตัวเลย ซึ่งก็พึ่งรู้สึกว่ามันก็แอบกดดันเล็กๆแฮะ แต่ๆ วันรับปริญญาได้มีโอกาสไปกินข้าวกับกลุ่มนึง ซึ่ง เห้ย! เราเด็กสุดเลย แล้วมันมีความสุขอะ มีตั้งแต่พี่จบไปแล้ว 2-3 ปี ถึงปี 4 ปัจจุบัน ความรู้สึกที่เป็นน้องเล็กสุดนี่มันrelaxจริงๆ มันแบบว่าเราไม่ต้องเป็นผู้นำอะ ยกตัวอย่างเช่นถ้าสมมติเราไปกับน้องๆ ถ้าโต๊ะกินข้าวเงียบเนี้ย มันก็รู้สึกว่าต้องเป็นหน้าที่ของเราที่จะเปิดบทสนทนาอะ (ซึ่งถ้าให้แท็ปเปิดบทสนทนานะ ก็จะเป็นเรื่องที่คนอื่นว่าซีเรียส หรือไม่ก็เป็นความคิดบ้าๆ บอของแท็ปอะแหละ) แต่นี่เราแค่นั่งเฉยๆ รอพี่ยิงมุกมาแล้วก็หัวเราะตาม มีความสุขดีๆ และสุดท้ายข้อดีสำหรับการเป็นน้องคือการได้ "กินฟรี"แฮะๆ ขอบคุณคร้าบๆ
 
ช่วงรับปริญญาได้ยินเพื่อนหลายคนบ่น อยากจบๆ อยากถ่ายรูปแบบนี้เท่อะ แท็ปหละขอค้านเต็มที่ไม่เห็นรู้สึกอย่างที่มันรู้สึกเลย ยังไม่อยากจบเฟ้ย(แต่ก็แอบอยากทำงานหาเงินมาช่วยป๊ากะม้าอะ)
 
ขอนอกเรื่องหน่อย แบบว่าแอบรู้สึกไร้สาระเวลาพี่ๆเค้าถ่ายรูปกะต้นไม้ ดอกไม้ ไรเงี้ย ถ้าถ่ายรูปกะคน ญาติๆ น้องๆ พี่ๆ หละว่าไปอย่าง แต่นี่แบบเดินถ่ายกะตึกทั่วจุฬาฯเลย เพื่อ??
 
เออๆ topic นี้ก็ดูจะหลุดประเด็นไปหน่อย แต่ช่างเหอะ แค่อยากจะบอกว่า "ช้านนน……ยังไม่อยากแก่"

ปวดท้อง ง่วง นอนไม่หลับ

ปวดท้องงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
 
เพิ่งนอนตอนเกือบตี 1 พรุ่งนี้มีสอบ algo 8.30 แต่ตอนนี้ปวดท้องมากมายนอนไม่หลับ อ๊ากกกกกกกกกกกกกก มันปวดแบบไม่เคยปวดมาก่อนด้วยอะ ไม่เหมือนปวดหิวข้าวอะ เป็นอะไรเนื้ยยยยยครึ่งชม.แล้ว ท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่มันแน่ๆอะ
 
แล้วเมื่อไหร่จะหาย เมื่อไหร่จะได้นอน จะไปสอบบบบบบบบบ

ไร้ราคา

"ไร้ราคา" คือ คำแปลเป็นภาษาไทยที่อาจจะดูน่ากลัวไปหน่อยสำหรับชื่อหนังฝรั่งเศสเรื่องนี้ Priceless (หรือชื่อภาษาฝรั่งเศส hors de prix)
 
หลายๆคนอาจจะงงว่าหนังไรเนี้ย ไม่เคยได้ยิน (ครั้งนึงบอกเพื่อนว่า priceless เพื่อนบอกว่ายังไม่ได้ดูอีกหรอ pirate หนะ –") ถามแท็ปว่าทำไมถึงไปดูเรื่องนี้หรอ ก็มี 2 ประเด็น คือ 1. นางเอกสวยดี 2. ไม่ได้ดูหนังรักมาซักช่วงนึงแล้วก็เลยรู้สึกอยากดู  ก็มีรีวิวเรื่องนี้ของเว็บนึงเผื่อใครสนใจ ที่นี่ละกัน
 
 
(แต่เว็บเค้าแอบเขียนเนื้อเรื่องมั่วๆ อยู่นิดๆ)
 
ต่อๆ ก็หลังจากได้ปรับพื้นฐาน ทำความรู้จักกับหนังเรื่องนี้แล้ว ก็ถึงเวลาแท็ปทำหน้าที่เดิมซะที ก็คิดว่าคงมีหลายๆ คนมากที่จะไม่ไปดูเรื่องนี้อย่างแน่นอน บวกกับความอยากเล่าของแท็ปก็เลยขอเขียนแบบละเอียดหน่อยละกัน ใครที่คิดจะไปดู(หายากมาก ตบมือให้ 2 แปะ) ก็อย่าอ่านเลยละกัน ดูแล้วก็มาคุยกันได้
 
เรื่องนี้ทำให้ได้เห็นวัฒนธรรมแปลๆ ของพวกไฮโซต่างชาติ ดูจอมปลอมๆ ไร้สาระดี
 
เริ่มละนะ
 
 
====================== สปอย นะเฟ้ย ============================
 
เรื่องก็เกี่ยวกับสัมพันธ์คืนนึงของบาเทนเดอร์หนุ่ม(Jean อ่านว่า ฌอน) กับหญิงสาวซึ่งมีอาชีพหว่านเสน่ห์เกาะเศรษฐี(Iren อ่านว่า ไอรีน) ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่า ฌอน เป็นเศรษฐีหนุ่มจึงเกิดความสัมพันธ์กันขึ้น แต่เป็นเหตุให้ไอรีนต้องเสียเศรษฐีแก่ซึ่งจับอยู่และกำลังจะได้แต่งงานไป ฌอม พยายามง้อไอรีนทุกอย่าง แต่ไอรีนก็พยายามจะเขี่ยเค้าทิ้งไปจากทางเพื่อหาเหยื่อรายใหม่ ด้วยความตึ้อของ ฌอน ทำให้โดนไอรีนผลานเงินทั้งชีวิตของเค้าหมดไปจนเกิดหนี้ เกือบต้องติดคุก แต่พอดีมีม่ายเศรษฐีสาวมาช่วยเค้าไว้ ประกอบกับไอรีนก็หาเหยื่อรายใหม่ได้ ทั้งคู่จึงกลายเป็นเพื่อนร่วมอาชีพกัน ฌอน ทำอาชีพนี้ หาใช่เพราะเงิน หากแต่ต้องการติดต่อกับคนที่เค้ารัก โดยไอรีนได้สอนเล่ห์เหลี่ยมต่างๆ ให้เค้า แต่สุดท้ายแล้ว ไอรีนก็ได้รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอพยายามจะคว้ามานั้นเป็นเพียงของนอกกาย หากแต่เวลาที่เธอไม่มีใคร ยังมีเค้า ฌอน เป็นห่วงและดูแลเธออยู่
 
หนังเรื่องนี้มีการเล่นกับเหรียญยูโร 1 เหรียญ เงินจำนวนสุดท้ายที่ฌอนมีอยู่กับตัว (ซึ่งยังมีหนี้รออยู่ ทั้งหมดเกิดจากไอรีน) ขอซื้อเวลาจากเธออีก 10 วินาที เพียงเพื่อแค่มองหน้าเธอ แล้วเธอก็ดึงเหรียญนั้นจากมือเค้าและจากไป ทั้งคู่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพคราวนี้เป็นฝ่ายไอรีนที่ขอซื้อเวลาจากฌอน ในห้องลองเสื้อผ้า ตอนที่เศรษฐีที่ทั้งคู่เกาะอยู่พาทั้งคู่ไปซื้อชุดใหม่ โดยไอรีนซื้อเวลาให้ฌอนช่วยเธอลองชุด สุดท้ายในตอนจบ ทั้งคู่ทิ้งทุกอย่างเพียงเพื่อได้อยู่ร่วมกัน ขี่สกูตเตอร์ไปเที่ยว เมื่อถึงด่านเก็บค่าผ่านทาง ทั้งคู่ไม่มีเงินจ่าย ได้เจ้า 1 ยูโรนี้แหละ ช่วยเอาไว้ ในฉากสุดท้ายได้สื่อถึงว่า ทุกทรัพย์สินทุกอย่างที่มา มันไร้ค่าไร้ราคาหมด เมื่อเทียบกับความสุขที่พวกเค้าได้อยู่ด้วยกัน
 
====================== เลิกสปอยแล้วหว่ะ ==========================
 
 
จบแล้วหละ แอบยาวนะนี่

อีก 3 เรื่อง

เห็นชื่อหัวข้อก็คงเดาออกว่า แท็ปไปดูหนังมาอีกแล้ว 3 เรื่องในรอบ 1 สัปดาห์เลยทีเดียว เกือบเป็น 4 เรื่องแล้วหละ ถ้าวันนี้ไม่ accident ก็มาคุยถึง 3 เรื่องนี้ก่อนละกัน ก่อนที่จะลืมๆ หมด mood ไป
 
เรื่องแรกเลยนะ
 
รักนะ 24 ชม.
 
เรื่องนี้ไปดูเพราะเนื้อหาคิดว่าน่าสนใจดีแล้วก็อยากรู้ว่ามันจะจบยังไงด้วย 2 คนใน 1 ร่าง ชอบผู้หญิงคนเดียวกัน จริงๆ ก็แอบหวั่นๆ อยู่ว่าจะเสียดายตัง แต่หลังจากไปดู ok ผ่าน
 
ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพี่น้อง 2 คนซึ่งอยู่ในร่างเดียวกัน จะออกมากันคนละวัน พอคนนึงหลับตื่นมาก็จะเป็นอีกคน แล้วก็ดันไปชอบผู้หญิงคนเดียวกัน ก็เลยทำให้มีปัญหานั่นเอง
 
เนื้อหาว่าอะไรเป็นยังไงต่อก็ไม่พูดในนี้ละกัน เดี๋ยวพิมพ์อีก 2 เรื่องไม่ไหว
 
มีประเด็นนึงเล็กๆ ไม่ได้มีความสำคัญในเรื่องมากหรอก แต่อยากหยิบมาพูดคือ เรื่อง "ความเชื่อใจ"
 
ในเรื่องมันอยู่ตรงที่ว่าเต๊าะ(นางเอก) โกรธเบิ้ล(พระเอก)เพราะเรื่องต่างๆ สืบเนื่องมาจากมี 2 คนในร่างเดียวของเบิ้ลนี่แหละ แล้วเบิ้ลbก็พยายามพูดทำความเข้าใจกับเต๊าะ แต่เต๊าะไม่เชื่อ(ก็จริงอยู่เป็นใครก็คงเชื่อยากแหละ)
แต่แท็ปก็อยากจะฝากเรื่องนี้ถึงทุกๆคนอะ ว่าการไว้ใจ การเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการคบกันของคนในสังคม
ส่วนตัวแท็ปค่อนข้างเป็นคนไว้ใจเชื่อใจคนอื่นมาก ไม่ต้องคิดมากว่าเค้าจะหักหลังเรา เพราะถ้าเค้าทำลายความไว้ใจของแท็ปไป แท็ปจะได้ไม่ไปไว้ใจเค้าไม่ยุ่งกับเค้าอีก (หลอกกูได้ครั้งเดียวว่างั้น) ช่วยให้เห็นอะไรๆ ของคนได้ แต่ถ้าเค้าเคารพในความไว้ใจของเรา ก็จะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อไป
 
จบเรื่องนี้ นอกเรื่องไปซะเยอะ
 
เรื่องที่ 2
 
 
Die Hard 4.0
 
เรื่องนี้ไปดูเพราะ trailer เลย รู้สึกว่าต้องสนุกแน่ ชอบที่เพราะเอกพูดใน trailer อะ ที่มีคนถามว่าจะทำไงต่อไป พระเอกก็ตอบว่า กูจะไปช่วยลูกสาวออกมาแล้วก็ฆ่ามัน หรือฆ่ามันแล้วช่วยลูกสาวออกมา หรือ kill all
 
ดูจบแล้วก็รู้สึกว่ามันตั้งชื่อเรื่องผิดมันควรจะชื่อเรื่องว่า "Never Die" มากกว่า ชอบนะ มันดี ดิบดี พระเอกเก่งฟิสิกส์โคตร ทั้งใช้ประโยชน์และทั้งต่อต้านกับกฏของนิวตันอย่างสนุกสนานไปดูเองละกัน
 
เรื่องนี้ที่แท็ปชอบอย่างนึงเพราะมันมีการสู้กันด้วยคอมฯด้วยไรเงี้ย ก็มีประเด็นนึงที่รู้สึกว่าเรานิสัยคล้ายๆผู้ร้ายเรื่องนี้เลยแฮะ แต่รู้สึกว่าถ้าพูดถึงแล้วมันจะสปอยนิดๆ ก็ขอเตือนก่อนละกัน
 
เขตปลอดผู้ที่จะไปดูหนังเรื่องนี้ เริ่มตั้งแต่ตรงนี้ไป
 
ก็ผู้ร้ายอะ ที่มันวางแผนมาทำช่วย นอกจากมันอยากได้ตังแล้ว สาเหตุนึงคือมันถูกไล่ออกจากงานเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ เพราะว่ามันเจอรูรั่ว แล้วก็ไปพูดมากเกินไปจนคนหมั่นไส้ก็เลยเด้งเค้าออกเลย ก็เลยเป็นเหตุให้มันกลับมาhackตรงจุดนี้ด้วยแหละ คือแท็ปรู้สึกว่าถ้าแท็ปทำงานแล้วเจออะไรที่รู้สึกว่าไม่ถูกอย่างงั้นก็คงจะ ไฟท์เต็มที่เหมือนกัน แล้วก็คิดว่าอาจจะโดนหมั่นไส้ได้ แต่ "กูไม่สนเฟ้ย" จะไล่เราออกเพราะเราทำสิ่งที่ถูกต้องก็ให้มันรู้ไป แต่ต่างกันที่แท็ปก็คงไม่กลับมาแก้แค้นเหมือนผู้ร้ายเรื่องนี้เท่านั้นเอง
 
สิ้นสุดเขตระวังภัย
 
เกือบลืมมีฉากสนทนาอย่างนึงที่รู้สึกทำให้พระเอกเท่ขึ้นมาในทันที ก็คือไอ่hackerคุยกับพระเอกประมาณว่าชื่นชมพระเอก เป็นheroที่มาทำงานเสี่ยงตายอย่างงี้ พระเอกก็ตอบไปว่าก็กลัวนะ เมียก็ทิ้ง ลูกก็ไม่อยากคุยด้วย แต่ที่ทำก็เพราะไม่มีใครทำนี่แหละ เราก็เลยต้องเป็นคนทำ ไอ่hackerก็เลยบอกว่านี่แหละคุณถึงเป็นheroไง(เล่าไม่ค่อยซึ้งเลยแฮะ คือแบบจำdetail ไม่ได้อะ ไปดูกันเองละกัน) ในตอนท้ายๆ ไอ่hackerก็กลายเป็นheroเหมือนกันน้า มันอยู่ที่ใจเท่านั้นแหละ
 
มาถึงเรื่องสุดท้าย
 
เรื่องที่มีคนกล่าวขวัญถึงมากที่สุดในรอบเดือน
 
 
Transformer
 
เรื่องนี้ไปดูด้วยความคาดหวังขั้นสูงสุด (แต่ก็แอบเตรียมใจกลัวผิดหวังไว้นิดนึง) เพราะกระแสรอบด้านนี่ มีคำแบบนี้ออกมาให้เห็น ให้ได้ยินอะ "สนุกเหี้ย, มันตั้งแต่ต้นจนจบเลย, เป็นหนังที่ดีที่สุดในชีวิต, ใครหาจุดด้อยของหนังได้เกิน 5 จุดให้เตะ อะไรประมาณนี้
 
พอไปดูแล้ว ตึ้ง ชอบนะ ชอบ ชอบทุกตอนเลยที่ไม่ใช่หุ่นยนต์สู้กัน แป่ววว
คือ แบบว่าตอนหุ่นยนต์มันสู้กันอะดูไม่รู้เรื่อง ตัวไหนเป็นตัวไหน ตัวไหนตายยังไง งงไปหมด พร้อมกับการจบที่งี่เง่า และความไม่สมเหตุสมผลของเนื้อเรื่องบางจุด
ฉากหุ่นยนต์แปลงร่าง หุ่นยนต์สู้กันเพื่อนบอกเท่มาก แท็ปรู้สึก ตรงไหนฟ่ะ สงสัยคงเริ่มแก่ ทั้งๆที่แต่ก่อนนี่เป็นคอขบวนการ 5 สี ขบวนการแปลงร่างทั้งหลายเลยนะ ไม่เชื่อไปถามป๊ากะม้าดูได้
 
จริงๆ มันผิดที่แท็ปตั้งความหวังสูงเกินไปเองแหละ หนังของเค้าดีออก ก็มาพูดถึงจุดที่ชอบละกัน ก็คือมุขตลกซึ่งร้ายกาจมาก ฮาๆ แล้วก็มีการเสียดสีประเทศตัวเองเป็นระยะๆ(เออ ลืมบอกใน die hard ไปว่ามีเสียดสีการเมืองเหมือนกัน) แล้วก็มีเรื่อง hackๆ คอมอีกละ 2 เรื่องนี้มีอะไรคล้ายๆ กันแฮะ
 
ก็เรื่องนี้ถ้าพูดถึงคติในเรื่อง แท็ปคิดว่าเค้าต้องการโชว์คำที่ว่า "ถ้าไม่มีการเสียสละ ก็คงไม่ได้ชัยชนะ" แต่เนื้อเรื่องสื่อออกมาได้ไม่ดีเลย
 
พูดมาซะยาวก็จริงๆ ก็เป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัวนะ คนอื่นเค้าออกจะชอบกัน ขวางโลกอีกแล้วกู
 
 
 
 
ยาวสุดๆ เลยบล๊อกนี้ เดี๋ยวคิดว่าจะไปดูอีกเรื่องเร็วๆนี้แหละ เดี๋ยวคงได้เจอกันอีกไม่นาน
 
ปล. จากที่ดูมาหลายเรื่องแล้วทิ้งไว้นาน ก็อาจจะลืมสิ่งที่อยากเขียนบางอย่างไปบ้างถ้านึกๆ ได้ก็จะมาเติมละกัน ใครไปดูมายังไง ก็คุยกันได้ บ้ายบาย see u next topic
 
edit ครั้งที่ 1 เพิ่มเติมคำพูดของ john macclen (พระเอก die hard) นิดหน่อย